top of page

รู้จัก แสงสีฟ้า (Blue Light) คืออะไร? ทำไมอยู่บ้านก็ต้องทากันแดด

  • 15 พ.ค.
  • ยาว 1 นาที
รู้จัก แสงสีฟ้า (Blue Light) คืออะไร? ทำไมอยู่บ้านก็ต้องทากันแดด

แสงสีฟ้า คือ แสงสว่างรอบตัวที่เรามองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มีพลังงานสูงมากจนเกือบจะเท่ารังสี UV แสงชนิดนี้ปล่อยออกมาจาก หน้าจอมือถือ คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต ทีวี รวมไปถึง หลอดไฟ ที่เราเปิดใช้ในบ้านทุกวัน


แสงสีฟ้าทำร้ายผิวเราอย่างไร? มันไม่ได้ทำให้ผิวไหม้หรือแสบแดงทันที แต่จะแอบทะลุลงไปทำลายผิวลึกๆ ดังนี้:

  • ทำหน้าแก่ก่อนวัย: เข้าไปทำลายคอลลาเจนใต้ผิว ทำให้ผิวเหี่ยวและเกิดริ้วรอย

  • สร้างฝ้า กระ รอยดำ: ไปเร่งเม็ดสีผิวให้เข้มขึ้น ทำให้เกิดฝ้าและรอยดำแบบฝังลึกที่รักษายาก

  • หลอกผิวว่าไม่ได้นอน: แสงจากหน้าจอจะหลอกเซลล์ผิวว่าเป็นเวลากลางวันตลอดเวลา ทำให้ระบบฟื้นฟูผิวตอนกลางคืนรวน ผิวจึงไม่ได้พักผ่อนและโทรมลง

  • ทำผิวพังและแพ้ง่าย: ทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอลง จนผิวอักเสบและระคายเคืองง่ายกว่าปกติ


แสงแบบไหนทำร้ายผิวลึกที่สุด? ( แสงสีฟ้า vs UVA vs UVB)

แสงแบบไหนทำร้ายผิวลึกที่สุด? ( แสงสีฟ้า vs UVA vs UVB)

เพื่อให้เห็นภาพง่ายที่สุด ให้ดูว่าแสงแต่ละตัว "แทงทะลุ" ผิวเราไปลึกแค่ไหน:

  • UVB (ผิวไหม้): ทะลุแค่ "ผิวชั้นนอกสุด" อาการที่เห็นคือ ผิวไหม้แดด แสบ แดง ลอก

  • UVA (ริ้วรอย): ทะลุลึกถึง "ผิวชั้นกลาง" อาการที่เห็นคือ เข้าไปทำลายเส้นใยคอลลาเจน ทำให้ผิวเหี่ยวย่น หย่อนคล้อย

  • แสงสีฟ้า (รอยดำฝังลึก): ทะลุได้ "ลึกที่สุด" ยิ่งกว่ารังสี UV ทะลุไปจนถึงผิวชั้นลึก อาการที่เห็นคือ กระตุ้นให้เกิดฝ้า กระ ดำฝังลึก และทำให้เซลล์ผิวเสื่อมโทรมจากภายในแบบเงียบๆ


ทำไมอยู่บ้านเฉยๆ ก็ต้องทากันแดด?

หลายคนมักคิดว่า "อยู่แต่ในบ้าน ไม่ได้ออกไปตากแดด ไม่ต้องทากันแดดก็ได้" ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะถึงเราจะอยู่ในร่ม ผิวก็ยังโดนทำร้ายอยู่ตลอดเวลาจาก 2 สาเหตุหลัก คือ:

  • รังสี UVA ทะลุกระจกได้: ถึงคุณจะนั่งตากแอร์เย็นเฉียบอยู่ในห้อง รังสี UVA จากแสงแดดก็ยังส่องทะลุกระจกหน้าต่างเข้ามาทำลายคอลลาเจน ทำให้ผิวเหี่ยวย่นและแก่ก่อนวัยได้ทั้งวัน

  • แสงสีฟ้าจากหน้าจอสะสมความพัง: แสงจากจอมือถือ คอมพิวเตอร์ และหลอดไฟในบ้าน แม้จะไม่ทำให้ผิวไหม้แสบแดงเหมือนตากแดด แต่การที่เรานั่งจ้องหน้าจอวันละ 7-9 ชั่วโมง แสงเหล่านี้จะค่อย ๆ สะสมและทำให้ผิวโทรม คล้ำเสีย เกิดริ้วรอย และทำให้รอยดำฝังลึกรักษายากขึ้น


วิธีเลือกครีมกันแดดให้กัน "แสงสีฟ้า" ได้จริง

ครีมกันแดดที่มีแค่ค่า SPF อย่างเดียวอาจไม่พอสำหรับยุคที่เราติดหน้าจอ ควรเลือกแบบนี้ครับ:

  • เลือกแบบสะท้อนแสง (Physical / Mineral): ให้พลิกดูหลังกล่อง มองหาคำว่า Zinc Oxide หรือ Titanium Dioxide เพราะสารพวกนี้จะทำหน้าที่เหมือน "กระจกเงา" ช่วยสะท้อนแสงสีฟ้าออกไปจากผิวได้ดีกว่ากันแดดแบบเคมีทั่วไปที่ใช้วิธีดูดซับแสง

  • มีส่วนผสมของ Iron Oxides: มักจะอยู่ในครีมกันแดดแบบเนื้อสีเนื้อ (Tinted) ตัวนี้จะช่วยลดปัญหาฝ้าและรอยดำจากแสงสีฟ้าได้ดีมาก

  • มีวิตามินบำรุงผิว: มองหาส่วนผสมอย่าง Niacinamide, Vitamin C หรือ Vitamin E เข้ามาช่วยฟื้นฟูและปกป้องเซลล์ผิวจากแสงที่อาจหลุดรอดเข้ามา

  • ค่ากันแดดพื้นฐานต้องถึง: ควรมี SPF 30 ขึ้นไป (เพื่อกันผิวไหม้) และ PA+++ ขึ้นไป (เพื่อกันริ้วรอย)


ยกระดับการปกป้องผิวทุกวันด้วย ครีมกันแดด Monday & Saturday

ยกระดับการปกป้องผิวทุกวันด้วย ครีมกันแดด Monday & Saturday

เมื่อแสงสีฟ้าและรังสี UV กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การเลือกผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานในชีวิตประจำวันจึงเป็นสิ่งสำคัญ


ครีมกันแดด Monday & Saturday ถูกคิดค้นมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมทั้งในและนอกอาคาร ด้วยเนื้อสัมผัสที่ออกแบบมาให้เหมาะกับการใช้งานทุกวัน (Daily Use) ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดและแสงหน้าจอโดยไม่ทิ้งความรู้สึกเหนอะหนะ เป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลผิวให้แลดูสุขภาพดีในระยะยาว โดยไม่ต้องกังวลเรื่องผลกระทบจากแสงรอบตัว


ทากันแดดอย่างไรให้ได้ผลจริง?

ถึงจะมีกันแดดที่ดี แต่ถ้าทาน้อยไปก็กันแสงไม่ได้ผล วิธีทาที่ถูกต้องมีดังนี้:


  • บีบให้ถึง 2 ข้อนิ้ว: ปริมาณที่พอดีสำหรับทาทั่วหน้าและคอ คือบีบเนื้อครีมยาวเต็ม 2 ข้อนิ้วมือ (หรือกะปริมาณเท่าเหรียญ 10 บาท 2 เหรียญ)

  • ทาก่อนเจอแสง 20 นาที: ควรทาเตรียมไว้ก่อน เพื่อให้เนื้อครีมเคลือบติดผิวได้ดี

  • ทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง: ถ้าต้องอยู่กลางแดดหรือเจอแสงตลอดเวลา ควรเติมกันแดดซ้ำเรื่อย ๆ

  • อย่าลืมทา คอ หลังหู และรอบดวงตา: จุดเหล่านี้เป็นบริเวณที่ผิวบางและเหี่ยวย่นได้ง่าย ซึ่งหลายคนมักจะลืมทา

 
 
bottom of page