รอยสักซีดจากแดดได้ไหม? สาเหตุและวิธีดูแลให้สีสด คมชัดนานที่สุด
- 3 ส.ค.
- ยาว 2 นาที

Key Takeaways
แสงแดดคือตัวการหลัก: รังสี UVA ทะลุถึงชั้นหนังแท้ ทำลายพันธะเคมีของเม็ดสีให้แตกตัว ทำให้รอยสักซีดจาง ส่วน UVB ทำให้ผิวไหม้แดดและเป็นอันตรายต่อรอยสักใหม่
สีอ่อนไปก่อน สีดำอยู่ทนกว่า: รอยสักสีสว่าง (เหลือง, ส้ม, ชมพู) จะซีดไวกว่าสีดำและเทา แต่เมื่อโดนแดดสะสมนานๆ สีดำก็เฟดจนดูอมเขียวหรือน้ำเงินได้เช่นกัน
ที่สำคัญคือกันแดดและความชุ่มชื้น: ทาครีมกันแดด SPF 30+ Broad-Spectrum เป็นประจำเมื่อแผลสักหายดีแล้ว และทาโลชั่นให้ผิวชุ่มชื้นอยู่เสมอ เพื่อให้รอยสักดูคมชัด
รอยสักใหม่ต้องห้ามโดนแดด: รอยสักใหม่คือแผลสด ห้ามโดนแดดจัด ห้ามแกะสะเก็ด ห้ามแช่น้ำ และห้ามทากันแดดจนกว่าแผลจะหายสนิท (ประมาณ 2-3 สัปดาห์)
รอยสักซีดแก้ได้: หากรอยสักสีจางลงหรือเส้นเบลอตามกาลเวลา สามารถกลับไปให้ช่างสักเติมสี ให้กลับมาสดใสได้ โดยทั่วไปทำทุกๆ 5-10 ปี หรือบ่อยกว่านั้นตามสภาพผิว
รอยสักซีดจากแดดได้ไหม?
แสงแดด รังสี UV จะเข้าไปทำลายเม็ดสีของหมึกสักให้แตกออกเป็นชิ้นเล็กๆ เมื่อเม็ดสีเล็กลง ร่างกายของเราจะมองว่ามันคือสิ่งแปลกปลอม และใช้เม็ดเลือดขาวมากำจัดออกไป อาการนี้คล้ายกับเวลาที่เราตากเสื้อผ้าไว้กลางแดดนานๆ แล้วสีเสื้อซีดลง เพียงแต่มันเกิดขึ้นใต้ผิวหนังของเราแทน
รังสี UVA กับ UVB ทำร้ายรอยสักต่างกันอย่างไร
UVA: ส่องลึกลงไปถึงชั้นผิวที่หมึกสักฝังอยู่ เป็นตัวการหลักที่เข้าไปทำลายเม็ดสี ทำให้รอยสักค่อยๆ ซีดจางลงในระยะยาว
UVB: ทำร้ายผิวชั้นนอก ทำให้ผิวไหม้แดด ถ้าโดนรอยสักใหม่ที่แผลยังไม่แห้ง จะทำให้ผิวอักเสบ ลอก และสีสักอาจหลุดออกมาก่อนที่แผลจะหายดี
แม้แต่วันที่ฟ้าครึ้มหรือในร่ม รอยสักก็ยังซีดได้
รังสี UVA สามารถทะลุเมฆและกระจกหน้าต่างได้ ดังนั้นแม้จะเป็นวันที่ไม่มีแดด อากาศเย็น หรือนั่งทำงานอยู่ในห้อง รังสี UV ก็ยังโดนผิวและทำร้ายรอยสักได้อยู่ดี เราจึงควรป้องกันแสงแดดอยู่เสมอ
ปัจจัยอื่นที่ทำให้รอยสักซีดไวขึ้น
สีหมึกแต่ละสี ซีดช้าเร็วไม่เท่ากัน
สีอ่อน (เหลือง, ส้ม, ชมพู): มักจะซีดไวที่สุด เพราะเม็ดสีมีขนาดเล็กและถูกแสงแดดทำลายได้ง่ายกว่า
สีดำและเทา: ทนทานกว่าสีอื่น แต่เมื่อเวลาผ่านไปและโดนแดดบ่อยๆ สีดำอาจจางลง จนดูอมเขียวหรืออมน้ำเงินได้ ขึ้นอยู่กับส่วนผสมของหมึก
ตำแหน่งของรอยสักบนร่างกาย
รอยสักที่อยู่ตรงจุดที่โดนเสียดสีบ่อยๆ เช่น ฝ่ามือ นิ้วมือ หลังเท้า หรือข้อศอก ผิวบริเวณนั้นจะลอกและผลัดเซลล์บ่อยกว่าจุดอื่น ทำให้เส้นรอยสักเบลอและสีจางไวกว่ารอยสักที่อยู่ในร่มผ้า
สภาพผิว อายุ และความชุ่มชื้น
เมื่อเราอายุมากขึ้น ผิวจะแห้งและเหี่ยวย่นลงตามธรรมชาติ ผิวที่แห้งกร้านขาดน้ำจะทำให้ชั้นผิวไม่เรียบเนียน ส่งผลให้รอยสักใต้ผิวดูขุ่นมัว สีไม่สด และเส้นไม่คมชัดเหมือนเดิม
เครื่องอาบแดด
ตู้หรือเตียงอาบแดดปล่อยรังสี UVA ออกมาแรงกว่าแดดธรรมชาติหลายเท่า ซึ่งทำร้ายเม็ดสีสักโดยตรงและทำให้รอยสักซีดจางไวมาก จึงควรหลีกเลี่ยงหากอยากให้รอยสักสีสดไปนานๆ
วิธีป้องกันไม่ให้รอยสักซีดจากแดด

ทาครีมกันแดดเป็นประจำ
วิธีที่ดีที่สุดคือการทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป และมีคำว่า Broad-Spectrum (กันได้ทั้งรังสี UVA และ UVB) แนะนำให้ใช้กันแดดแบบ Physical เพราะจะช่วยเคลือบผิวและสะท้อนแสงแดดออกไป ทำให้ระคายเคืองน้อยกว่ากันแดดแบบเคมี ควรใช้ครีมกันแดดเนื้อครีมหรือเนื้อเจล เพราะเกลี่ยง่ายและทาได้ทั่วถึงกว่าแบบสเปรย์
ข้อควรระวังสำคัญ: ทากันแดดได้เฉพาะบนรอยสักที่แผลหายสนิทแล้วเท่านั้น ห้ามทาบนรอยสักใหม่เด็ดขาด เพราะจะทำให้แผลอักเสบและติดเชื้อได้
หลีกเลี่ยงแดดจัดและปกปิดรอยสัก
ถ้าต้องออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง ควรใส่เสื้อผ้าแขนยาวหรือขายาวเพื่อปิดรอยสักไว้ หรือใส่เสื้อผ้าที่กันรังสี UV ได้ และควรหลีกเลี่ยงการโดนแดดตรงๆ ในช่วงที่แดดแรงจัด คือช่วงเวลาประมาณ 10.00 - 16.00 น.
บำรุงผิวให้ชุ่มชื้นเสมอ
ผิวที่ชุ่มชื้น ไม่แห้งกร้าน จะทำให้รอยสักดูสีสดและคมชัดขึ้น ควรทาโลชั่นหรือครีมบำรุงผิวเป็นประจำ เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวแห้งและลอกเป็นขุย ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้รอยสักดูเบลอหรือหม่นหมอง
กันแดดสำหรับรอยสัก
ครีมกันแดดที่โฆษณาว่า ทำมาเพื่อรอยสักโดยเฉพาะ ส่วนใหญ่มีส่วนผสมเหมือนครีมกันแดดทั่วไป เราจึงไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงกว่า เพียงแค่เลือกครีมกันแดดธรรมดาที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป และกันแดดได้ครอบคลุม (Broad-spectrum) ก็เพียงพอแล้ว
การดูแลรอยสักใหม่ให้สีติดทน ไม่ซีดตั้งแต่แรก
เก็บรอยสักใหม่ให้พ้นแดดตลอดช่วงแผลสมานตัว
รอยสักใหม่คือแผลสด การปล่อยให้โดนแดดตรงๆ ถือว่าอันตรายมาก แดดจะทำให้ผิวไหม้ แผลหายช้า สีหมึกเพี้ยน หรือทำให้ผิวพองและลอก ซึ่งจะดึงเอาสีหมึกหลุดออกมาด้วย ทำให้รอยสักด่างและสีติดไม่สม่ำเสมอ
ระยะการดูแลหลังสักจนหายสนิท
การหายของแผลรอยสักแบ่งเป็น 2 ช่วงหลักๆ:
ช่วงผิวชั้นนอก: ใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ แผลจะเริ่มแห้ง ตกสะเก็ด และลอกออก ช่วงนี้ให้ล้างทำความสะอาดด้วยสบู่อ่อนๆ แล้วซับให้แห้ง
ช่วงผิวชั้นใน: แม้ผิวข้างนอกจะดูหายดีแล้ว แต่ผิวชั้นในยังต้องใช้เวลาฟื้นตัวอีกประมาณ 3-6 เดือน ช่วงนี้รอยสักอาจจะยังดูสีขุ่นๆ ลอยๆ ควรทาโลชั่นบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ เพื่อให้สีเซ็ตตัวสวยงาม
ข้อห้ามสำคัญที่ทำให้สีซีดก่อนวัย
ห้ามแกะหรือเกา: การแกะสะเก็ดแผลจะดึงเอาสีหมึกหลุดออกมาด้วย ทำให้รอยสักสีแหว่งและซีดเป็นจุดๆ
ห้ามแช่น้ำ: ห้ามลงสระว่ายน้ำ แช่อ่างอาบน้ำ หรือลงน้ำทะเล จนกว่าแผลจะหายสนิท (ประมาณ 2-3 สัปดาห์) เพื่อป้องกันแผลติดเชื้อและสีหมึกกระจายตัว
ห้ามทากันแดดบนแผลสด: สารเคมีในครีมกันแดดจะทำให้แผลที่ยังไม่หายอักเสบและระคายเคือง
รอยสักซีดไปแล้ว แก้ไขได้ไหม?
รอยสักที่สีซีดไปแล้วส่วนใหญ่สามารถแก้ไขให้กลับมาดูดีได้ เพราะการที่รอยสักสีจางลงเป็นเรื่องธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไป ช่างสักมีวิธีเติมสีให้กลับมาสวยเหมือนเดิม แค่เราต้องรู้ว่าควรไปทำตอนไหนและทำอย่างไร
การเติมสี/ ซ่อมรอยสัก คืออะไร
การแก้รอยสักที่ซีดจางเรียกว่า การเติมสี คือการซ่อมรอยสักให้กลับมาสีสดขึ้น เดินเส้นใหม่ในจุดที่เส้นเบลอ หรืออาจจะสักทับลายเดิมถ้ารูปทรงเพี้ยนไปมาก การเติมสีมักจะราคาถูกและเจ็บน้อยกว่าการเริ่มสักใหม่ทั้งหมด ที่สำคัญ ถ้าเราทากันแดดและดูแลผิวมาตลอด จะช่วยให้ช่างทำงานง่ายขึ้นและได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า เพราะสภาพผิวของเรายังแข็งแรงและไม่พังจากแสงแดด
อะไรที่บอกว่าถึงเวลาต้อง Touch-up
เราจะรู้ได้ว่าต้องไปเติมสีเมื่อ รอยสักดูจางลงกว่าตอนที่เพิ่งสักมาใหม่ๆ อย่างเห็นได้ชัด สีดำเริ่มกลายเป็นสีเทา สีสว่างๆ (เช่น แดง เหลือง ม่วง) เริ่มจางหายไป เส้นรอยสักที่เคยคมเริ่มเบลอหรือฟุ้ง สีแหว่งไม่สม่ำเสมอ หรือถ้าเริ่มมีคนดูไม่ออกว่ารอยสักของเราคือรูปอะไร นั่นแปลว่าถึงเวลาต้องไปเติมสีแล้ว
ควร Touch-up บ่อยแค่ไหน
ความบ่อยในการเติมสีขึ้นอยู่กับตำแหน่งของรอยสักและวิธีการดูแลของแต่ละคน โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 5-10 ปี แต่ถ้าเป็นรอยสักที่อยู่ตรงจุดที่โดนเสียดสีบ่อย ลายเส้นบางๆ หรือใช้สีอ่อนๆ อาจจะต้องไปเติมเร็วกว่านั้น คือประมาณ 2-5 ปี ทางที่ดีควรให้ช่างสักช่วยประเมินให้ และต้องให้ช่างสักที่มีประสบการณ์เป็นคนทำให้เท่านั้น ไม่ควรพยายามทำเองเด็ดขาด
แนะนำครีมกันแดดสำหรับปกป้องรอยสัก: Monday & Saturday UV Light Defense

เมื่อรู้แล้วว่าแดดคือศัตรูอันดับหนึ่งของรอยสัก การเลือกครีมกันแดดที่ปกป้องได้ครอบคลุมและอ่อนโยนพอสำหรับผิวที่มีรอยสักจึงเป็นเรื่องสำคัญ ครีมกันแดด Monday & Saturday รุ่น UV Light Defense Protection Booster Sunscreen เป็นตัวเลือกที่ออกแบบมาปกป้องผิวจากทั้งรังสี UVA และ UVB ด้วยค่า SPF 50 PA+++ ซึ่งตอบโจทย์การชะลอการซีดของรอยสักพอดี
ทำไม SPF 50 PA+++ ถึงเหมาะกับการปกป้องรอยสัก
ค่า SPF 50 ปกป้องรังสี UVB ซึ่งเป็นตัวทำให้ผิวไหม้และคล้ำเสียได้ราว 98% ส่วนค่า PA+++ ปกป้องรังสี UVA ในระดับสูง ซึ่งเป็น UV ที่เจาะลึกถึงชั้นหนังแท้ที่เม็ดสีรอยสักอยู่และเป็นสาเหตุหลักของการซีด เหมาะกับการใช้ระหว่างเดินทาง ทำงานกลางแจ้ง หรือขับรถบ่อย ทั้งนี้ควรทาซ้ำทุก 2-3 ชั่วโมงเมื่ออยู่กลางแจ้งนานๆ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
จุดเด่นของเนื้อครีมและการปกป้อง
เป็นสูตร Hybrid Sunscreen ที่รวมข้อดีของกันแดดแบบเคมีและแบบกายภาพเข้าด้วยกัน จึงปกป้องได้ครอบคลุมในทุกสถานการณ์ เนื้อสัมผัสแบบ Cloud Cream บางเบานุ่มละมุน เกลี่ยง่าย ซึมเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะ นอกจากกันแดดแล้วยังช่วยป้องกันมลภาวะอย่างฝุ่น PM2.5 ในขั้นตอนเดียว มีคุณสมบัติกันน้ำกันเหงื่อ ใช้ได้ทั้งก่อนแต่งหน้าและทาทับเมคอัพระหว่างวัน
ส่วนประกอบและสารบำรุงครบทั้ง 8 ชนิด
นอกจากการปกป้องแสงแดด ครีมกันแดดตัวนี้ยังผสมสารบำรุงที่ช่วยดูแลผิวไปพร้อมกัน ได้แก่
Vitamin B3 ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ
Aloe Barbadensis Leaf Juice (ว่านหางจระเข้) เพิ่มความชุ่มชื้นและลดการระคายเคือง ซึ่งเป็นข้อดีสำหรับผิวที่มีรอยสักโดยเฉพาะ เพราะผิวชุ่มชื้นทำให้รอยสักดูคมชัดกว่า
Vitamin E ลดริ้วรอยและต่อต้านอนุมูลอิสระ
Green Tea Extract (สารสกัดชาเขียว) ต่อต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มความชุ่มชื้นสดชื่น
Alpha Arbutin ยับยั้งเม็ดสี ช่วยให้ผิวกระจ่างใส
Salicylic Acid ผลัดเซลล์ผิวให้เปล่งปลั่ง
Nanowhite ยับยั้งการสร้างเม็ดสี ช่วยให้ผิวกระจ่างใส
Pollustop เกราะป้องกันผิวจากมลภาวะต่างๆ
อ่อนโยนพอสำหรับผิวแพ้ง่ายและผิวที่มีรอยสัก
ผ่านการทดสอบแบบ In-Vitro เพื่อยืนยันความอ่อนโยนและไม่มีสารที่อาจก่อการระคายเคือง ผิวแพ้ง่ายใช้ได้ ที่สำคัญเป็นสูตรปลอดสารก่อระคายเคืองหลายชนิด ได้แก่ ปราศจากแอลกอฮอล์ พาราเบน มิเนอรัลออยล์ SLS SLES น้ำหอม และสี ทำให้เหมาะกับการทาบนผิวที่มีรอยสัก ซึ่งต้องการการดูแลที่อ่อนโยนเป็นพิเศษ
คำถามที่พบบ่อย FAQ
รอยสักสีดำซีดจากแดดได้ไหม?
ได้ ถึงแม้สีดำจะทนแดดได้ดีกว่าสีอื่นๆ แต่ถ้าโดนแดดบ่อยๆ ก็ซีดได้เหมือนกัน เมื่อสีดำจางลงมักจะดูเป็นสีเทา หรืออมเขียวอมน้ำเงิน เพียงแต่มันจะใช้เวลาซีดนานกว่าพวกรอยสักสีอ่อนๆ อย่างสีเหลืองหรือสีชมพู
ผิวที่มีรอยสักกันแดดได้เองไหม?
ไม่ได้ ผิวตรงที่มีรอยสักไม่สามารถกันรังสี UV หรือกันมะเร็งผิวหนังได้เอง เรายังต้องทาครีมกันแดดและดูแลผิวเหมือนผิวปกติทุกอย่าง การคิดว่ารอยสักช่วยกันแดดได้เป็นความเข้าใจที่ผิด
กันแดดช่วยหยุดการซีดได้ 100% ไหม?
ไม่ ครีมกันแดดช่วยแค่ ชะลอ ให้รอยสักซีดช้าลงเท่านั้น แต่ไม่สามารถหยุดการซีดจางได้ 100% เพราะผิวหนังและสีหมึกจะค่อยๆ เสื่อมสภาพไปตามอายุของเราอยู่แล้ว แต่แสงแดดคือตัวการหลักที่ทำให้รอยสักพังไวที่สุด การทาครีมกันแดดจึงเป็นวิธีที่ช่วยรักษารอยสักให้สวยได้นานที่สุด
สรุปคือ แสงแดดทำให้รอยสักซีดจางได้จริง และเป็นตัวการหลักที่ทำให้สีจางไวกว่าปกติ แต่เราสามารถป้องกันได้ วิธีดูแลหลักๆ มี 3 ข้อ คือ ทาครีมกันแดด SPF 30 ขึ้นไป (แบบที่กันได้ทั้งรังสี UVA และ UVB) เป็นประจำ ทาโลชั่นให้ผิวชุ่มชื้นอยู่เสมอ และพยายามหลีกเลี่ยงการโดนแดดแรงๆ
ถ้าเราดูแลและป้องกันแดดตั้งแต่วันแรก รอยสักก็จะสีสดและเส้นคมไปอีกหลายปี และเมื่อถึงเวลาที่สีเริ่มจางลงตามธรรมชาติ การกลับไปให้ช่างเติมสีใหม่ ก็จะทำได้ง่ายและได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าผิวที่ถูกแดดทำร้ายมาตลอด