top of page

ผิวแพ้แดด คืออะไร? อาการเป็นยังไงพร้อมแนวทางการป้องกัน

ผิวแพ้แดด คืออะไร? อาการเป็นยังไงพร้อมแนวทางการป้องกัน

ประเทศไทยที่ตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ทำให้เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ที่มีความเข้มข้นสูงตลอดทั้งปี แต่ทราบหรือไม่ว่า สำหรับประชากรประมาณ 10-15% ทั่วโลก แสงแดดไม่ได้ทำให้เกิดเพียงความร้อนหรือผิวหมองคล้ำเท่านั้น แต่กลับเป็นตัวกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองไวผิดปกติ จนนำไปสู่ภาวะ “ผิวแพ้แดด”


ผิวแพ้แดด คืออะไร?

ผิวแพ้แดดคือ ภาวะความผิดปกติทางผิวหนังที่เกิดปฏิกิริยาไวต่อแสงแดด มากเกินปกติ โดยมีกลไกสำคัญมาจาก ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดพลาด ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันจะมองว่าเซลล์ผิวหนังที่สัมผัสกับรังสีอัลตราไวโอเลต (ทั้ง UVA และ UVB) นั้นมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจนกลายเป็น "สิ่งแปลกปลอม" หรือศัตรู


ร่างกายจึงหลั่งสารเคมีออกมาเพื่อต่อต้านและกำจัดสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้น ส่งผลให้เกิดกระบวนการอักเสบในรูปแบบของผื่นแดง ผื่นคัน หรือตุ่มน้ำ ตามบริเวณที่ได้รับแสง ซึ่งความรุนแรงของอาการจะเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าคนทั่วไป แม้จะสัมผัสแสงแดดเพียงเล็กน้อยหรือใช้เวลาไม่นาน และไม่ใช่การไหม้จากความร้อนแต่อย่างใด


ความแตกต่างระหว่างผิวแพ้แดดกับผิวไหม้แดด

ตารางเปรียบเทียบ :

หัวข้อ

ผิวแพ้แดด (Sun Allergy)

ผิวไหม้แดด (Sunburn)

สาเหตุ

ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองผิดปกติ

ผิวได้รับรังสี UV มากเกินไป

ระยะเวลาแดดที่ก่อให้เกิด

แค่ 15-30 นาที

โดนแดดนาน 1-2 ชั่วโมงขึ้นไป

อาการ

ผื่นคัน ตุ่มแดงเล็กๆ พุพอง

ผิวแดง แสบร้อน ลอก

เวลาที่เกิดอาการ

30 นาที - 2 วันหลังโดนแดด

2-6 ชั่วโมงหลังโดนแดด

ความแตกต่างระหว่างผิวแพ้แดดกับผิวไหม้แดด

ประเภทของผิวแพ้แดด (Types of Sun Allergy)

โรคผิวแพ้แดดสามารถจำแนกออกได้หลายประเภทตามลักษณะอาการและระยะเวลาการเกิดปฏิกิริยา โดยประเภทที่พบได้บ่อยและมีความสำคัญทางการแพทย์ ได้แก่:


Polymorphous Light Eruption (PMLE) - พบมากที่สุด 90%

  • เป็นได้ทุกคน แต่พบมากในผู้หญิง อายุ 20-40 ปี

  • มักเกิดในฤดูร้อน

  • รูปแบบอาการแตกต่างกันในแต่ละคน แต่คนเดียวกันจะมีอาการแบบเดิมทุกครั้ง


Solar Urticaria (ลมพิษจากแสงแดด)

  • เกิดลมพื่นภายใน 5-10 นาทีหลังโดนแดด

  • อาการหายได้เองภายใน 1-2 ชั่วโมง หากไม่โดนแดดต่อ

  • พบน้อยแต่รุนแรง อาจมีอาการแพ้ช็อก


Chronic Actinic Dermatitis (ผิวหนังแพ้แดดเรื้อรัง)

  • พบในผู้สูงอายุ เป็นอาการรุนแรงและนานเดือนถึงปี

  • ผิวหนาขึ้น คล้ำ คันมาก แม้โดนแดดผ่านกระจกหน้าต่างก็เกิดอาการได้


สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง

แม้กลไกหลักจะเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดพลาด แต่ "แสงแดด" คือตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้โรคกำเริบ โดยสามารถจำแนกความเสี่ยงจากประเภทของคลื่นแสงได้ดังนี้:


สาเหตุหลัก

  • รังสี UVA : เป็นสาเหตุหลักที่กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ (กว่า 90% ของกรณี) เนื่องจากมีความยาวคลื่นที่ยาว สามารถทะลุผ่านชั้นผิวหนังได้ลึกกว่า และที่น่ากังวลคือ สามารถทะลุผ่านกระจกหน้าต่างและเมฆได้ ทำให้แม้จะอยู่ในรถหรือในร่มเงาบางประเภท ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการ

  • รังสี UVB: แม้ส่วนใหญ่จะทำให้เกิดอาการผิวไหม้แดด (Sunburn) เป็นหลัก แต่ในผู้ป่วยบางรายก็สามารถกระตุ้นให้เกิดผื่นแพ้ได้เช่นกัน โดยรังสีชนิดนี้จะไม่สามารถทะลุผ่านกระจกได้


ลักษณะอาการและบริเวณที่พบ

  • อาการนำที่เด่นชัด: รู้สึก "คัน" อย่างรุนแรง ซึ่งต่างจากผิวไหม้ที่จะรู้สึก "แสบ" เป็นหลัก

  • ลักษณะผื่น: มักปรากฏเป็นตุ่มนูนแดงขนาดเล็ก (Papules) ผื่นปื้นแดง หรือในบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นมีตุ่มน้ำใส (Vesicles) คล้ายผิวพุพอง

  • สภาพผิวหนัง: บริเวณที่เป็นผื่นอาจมีอาการแห้ง แตก ลอกเป็นขุย หรือรู้สึกสากเหมือนกระดาษทราย หากมีการเกาอาจติดเชื้อแทรกซ้อนได้


บริเวณที่มักเกิด

การกระจายตัวของผื่นแพ้แดดมีลักษณะเฉพาะที่น่าสนใจ คือ มักเกิดขึ้นในบริเวณที่ "ไม่ค่อยได้โดนแดดเป็นประจำ" เมื่อจู่ๆ ต้องมาเจอกับแดดจัด:

  • บริเวณที่พบบ่อย: หน้าอก (รูปตัว V), แขนด้านนอก, หลังมือ, และต้นคอ

  • บริเวณที่พบน้อย: ใบหน้าและหลังมือ (ในบางคน) เนื่องจากเป็นส่วนที่สัมผัสแดดสม่ำเสมอจนผิวเกิดความชินชา (Hardening Effect)

  • บริเวณที่ไม่พบ: พื้นที่ในร่มผ้า, ร่องใต้คาง, และเปลือกตาบน เนื่องจากเป็นจุดอับแสงที่เงาตกกระทบช่วยบังไว้


การป้องกัน (Prevention): สร้างเกราะคุ้มกันผิว 3 ระดับ

การรักษาที่ดีที่สุดคือการป้องกัน โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะผิวแพ้แดด การหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยใช้หลักการ "Triple Protection" หรือการป้องกันแบบ 3 ชั้น ดังนี้:


การปรับพฤติกรรมเลี่ยงแสง

  • หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลา 10:00 - 16:00 น. เนื่องจากเป็นช่วงที่รังสี UV เข้มข้นที่สุด (คิดเป็น 50% ของปริมาณรังสีทั้งวัน)

  • ระวังแสงสะท้อนและแสงในร่ม: แม้อยู่ในร่มเงา รังสี UV ยังสามารถสะท้อนเข้าหาตัวเราได้ผ่านพื้นทราย, ผิวน้ำหรือ นอกจากนี้ รังสี UVA สามารถทะลุผ่านกระจกได้ ดังนั้นการนั่งทำงานริมหน้าต่างในออฟฟิศหรือการขับรถ จำเป็นต้องติดฟิล์มกรองแสงที่มีคุณภาพร่วมด้วยเสมอ


เครื่องแต่งกายกันแดด

  • เสื้อผ้า: เลือกสวมเสื้อผ้าที่ปกปิดมิดชิด โดยเนื้อผ้าที่มีความหนา สีเข้ม และทอแน่น (เช่น เดนิม หรือใยสังเคราะห์) จะกันแดดได้ดีกว่าผ้าฝ้ายบางๆ สีอ่อน หากเป็นไปได้ควรเลือกเสื้อผ้าที่ระบุค่า UPF (Ultraviolet Protection Factor) ตั้งแต่ 40-50+ ขึ้นไป

  • อุปกรณ์เสริม: ควรสวมหมวกปีกกว้างอย่างน้อย 7-10 ซม. เพื่อบังแดดให้ใบหน้าและลำคอ สำหรับดวงตาต้องปกป้องด้วยแว่นกันแดดที่ระบุมาตรฐาน "UV 400" หรือ "100% UV Protection" เท่านั้น เพื่อป้องกันต้อลมและต้อกระจก (แว่นแฟชั่นราคาถูกที่ไม่มีมาตรฐานอาจไม่ช่วยกรองแสง)


ครีมกันแดดคุณภาพสูง

ครีมกันแดดคุณภาพสูง

ที่สำคัญที่สุดคือการทาครีมกันแดดให้ถูกวิธีและเลือกประเภทให้เหมาะสม สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องการแพ้หรือต้องการประสิทธิภาพสูง แนะนำให้เลือกกันแดดประเภท Hybrid Sunscreen อย่างเช่น monday&saturday ซึ่งถือเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ผิวแพ้ง่ายและไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ได้ดีเยี่ยม ด้วยคุณสมบัติเด่นดังนี้:

  • Hybrid Technology: ผสานจุดแข็งระหว่าง Physical Sunscreen (สะท้อนรังสี) และ Chemical Sunscreen (ดูดซับรังสี) ทำให้ป้องกันได้ครอบคลุมทั้ง UVA/UVB โดยไม่ทิ้งคราบขาวหนาเตอะเหมือนกันแดดแบบเดิมๆ

  • ช่วยบำรุงผิวด้วย Vitamin C , Vitamin E , Alpha-Arbutin ที่ช่วยเพิ่มความกระจ่างใสให้ผิว แบบไม่ทำร้ายผิว

  • เนื้อครีมเกลี่ยง่าย ซึมไว ด้วย เทคโนโลยี Cloud Cream (เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสภาพอากาศเมืองไทยและผู้ที่ไม่ชอบความยุ่งยาก) ทาในปริมาณที่เพียงพอ (2 ข้อนิ้ว) ได้โดยไม่รู้สึกหนักหน้า ไม่ทิ้งความมันส่วนเกิน ดีไซน์ที่เหมาะกับการพกไปทุกที่ สามารถทาเพิ่มได้ทันทีที่ต้องการ

 
 
bottom of page