top of page

10 ความเชื่อผิดๆ เรื่องครีมกันแดด พร้อมเช็กลิสต์วิธีทาให้ผิวไม่พัง

  • 9 มิ.ย.
  • ยาว 2 นาที
10 ความเชื่อผิดๆ เรื่องครีมกันแดด พร้อมเช็กลิสต์วิธีทาให้ผิวไม่พัง

Key Takeaways

  • ทาทุกวันแม้อยู่ในร่ม : รังสี UVA สามารถทะลุเมฆหนาและกระจกหน้าต่างได้ การอยู่ในตึกจึงไม่ได้แปลว่าผิวรอดพ้นจากแสง UV


  • 2 ข้อนิ้ว และ 2 ชั่วโมง : ปริมาณการทา (2 ข้อนิ้ว) และการขยันทาซ้ำ (ทุก 2 ชั่วโมง) สำคัญกว่าการซื้อกันแดดราคาแพงหรือมีค่า SPF สูงปรี๊ด เพราะไม่มีกันแดดใดกัน UV ได้ 100%


  • เลิกเชื่อข้อมูลผิดๆ : ครีมกันแดดไม่ได้ก่อมะเร็งผิวหนัง ไม่ได้ทำให้ขาดวิตามิน D และการทาแค่รองพื้นที่มี SPF นั้นได้ปริมาณสารกันแดดที่ไม่เพียงพอ


  • ผิวคล้ำและผิวมันยิ่งต้องทา : ผิวคล้ำกันแดดได้เทียบเท่า SPF 13 ซึ่งไม่พอต่อการปกป้องผิว ส่วนผิวมันถ้าโดนแดดตรงๆ ต่อมไขมันจะยิ่งผลิตน้ำมันออกมามากกว่าเดิม


  • เลือกกันแดดเนื้อบางเบาคือทางออก : การเลือกครีมกันแดดที่เนื้อเบาสบาย ซึมง่าย ไม่อุดตัน (เช่น เนื้อ Cloud Cream ของ Monday & Saturday) จะช่วยให้คุณสามารถทาในปริมาณที่ถูกต้องและทาซ้ำได้จริงในทุกๆ วัน


10 ความเชื่อผิดๆ เรื่องครีมกันแดด

ความเชื่อที่ 1 วันที่มีเมฆมากหรืออยู่ในร่ม ไม่ต้องทาครีมกันแดด

ความจริง รังสี UVA ทะลุเมฆและกระจกได้


หลายคนคิดว่าถ้าฟ้าครึ้มหรือนั่งทำงานในตึกก็ไม่ต้องทาครีมกันแดด แต่จริงๆ แล้วแสงแดดมีรังสี 2 ชนิดที่ทำร้ายผิวเรา คือ UVB ที่ทำให้ผิวไหม้แดด และ UVA ที่ทะลุเข้าผิวลึกจนทำให้หน้าแก่ก่อนวัย แม้ในวันที่เมฆเยอะ รังสี UV ถึง 80% ก็ยังส่องทะลุเมฆลงมาได้ รังสี UVA สามารถทะลุกระจกหน้าต่างออฟฟิศและกระจกรถยนต์เข้ามาทำร้ายผิวเราได้โดยตรง(แสงสีฟ้าจากหลอดไฟ หรือ แหล่งอื่นๆก็ส่งผลต่อเราได้เหมือนกัน)


ความเชื่อที่ 2 ผิวคล้ำไม่จำเป็นต้องใช้ครีมกันแดด

ความจริง ผิวคล้ำช่วยกันแดดได้นิดหน่อย แต่ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์


หลายคนเข้าใจผิดว่าคนผิวคล้ำทนแดดได้ดีกว่าเลยไม่ต้องกลัวแดด จริงอยู่ที่เม็ดสี (เมลานิน) ในคนผิวคล้ำช่วยกันรังสี UV ได้บ้าง แต่มันเทียบเท่ากับการมีค่า SPF แค่ประมาณ 13 เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยเกินไปสำหรับแดดแรงๆ ในบ้านเรา คนผิวคล้ำจึงยังมีความเสี่ยงที่จะเป็นฝ้า กระ หน้าแก่ก่อนวัย และมะเร็งผิวหนังได้อยู่ดี คนผิวคล้ำที่เป็นมะเร็งผิวหนังมักจะรู้ตัวช้าและมาเจอหมอตอนที่เป็นหนักแล้ว เพราะมักคิดว่าตัวเองไม่น่าจะเป็นอะไรเลยไม่ได้สังเกตความผิดปกติบนผิว


ความเชื่อที่ 3 SPF สูงกว่า ดีกว่าเสมอ และ SPF 100 ป้องกันได้ 100%

ความจริง ค่า SPF บอกแค่เวลา ไม่ใช่ความแรง และไม่มีกันแดดไหนกันได้ 100%


ตัวเลข SPF เอาไว้บอกว่าเราจะอยู่กลางแดดได้ "นาน" แค่ไหนก่อนที่ผิวจะแดง ไม่ได้บอกว่ากันแดด "แรง" แค่ไหน ในความจริงแล้ว


  • SPF 30 กันรังสี UVB ได้ 97%

  • SPF 50 กันรังสี UVB ได้ 98%

  • SPF 100 กันรังสี UVB ได้ 99%


จะเห็นว่าตัวเลข SPF ต่างกันเยอะ แต่การปกป้องต่างกันแค่นิดเดียว ไม่มีกันแดดตัวไหนบนโลกที่กันรังสี UV ได้ 100% ดังนั้น การขยันทาซ้ำบ่อยๆ สำคัญกว่าการซื้อกันแดดที่มีตัวเลข SPF สูงๆ


ความเชื่อที่ 4 ทาครีมกันแดดแล้วไม่ต้องทาซ้ำตลอดวัน

ความจริง ต้องทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง หรือทาซ้ำหลังเหงื่อออกและโดนน้ำ


ครีมกันแดดจะเสื่อมสภาพเมื่อเจอกับแสงแดด ความร้อน เหงื่อ หรือแม้แต่ตอนที่เราเอามือเช็ดหน้า องค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ ห้ามไม่ให้กันแดดใช้คำว่า "Waterproof" (กันน้ำ 100%) บนขวดแล้ว ให้ใช้ได้แค่คำว่า "Water-resistant" (ทนน้ำได้ชั่วคราว) เพราะไม่มีกันแดดตัวไหนทนน้ำได้ตลอดไป จึงแนะนำว่า ต้องทากันแดดซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมงเวลาอยู่กลางแจ้ง หรือทาซ้ำหลังว่ายน้ำและหลังจากเหงื่อออกมากๆ



ความเชื่อที่ 5 ครีมกันแดดทำให้ผิวมันและเป็นสิว จึงไม่เหมาะกับผิวมัน

ความจริง มีกันแดดสูตรเฉพาะสำหรับคนผิวมันและเป็นสิว


คนผิวมันมักไม่อยากทากันแดดเพราะกลัวหน้ามันและอุดตัน แต่จริงๆ แล้ว แสงแดด (รังสี UV) นี่แหละที่ทำให้ต่อมไขมันทำงานหนักและผลิตน้ำมันออกมามากกว่าเดิม ถ้าเราไม่ทากันแดดแล้วปล่อยให้ผิวโดนแดดตรงๆ หน้าจะยิ่งมันและเสี่ยงเป็นสิวมากขึ้น


เดี๋ยวนี้มีกันแดดที่เขียนชัดเจนบนขวดว่า "Non-comedogenic" (ไม่อุดตัน) และ "Oil-free" (ไม่มีน้ำมัน) ให้เลือกเยอะมาก หมอผิวหนังแนะนำว่าคนผิวมันไม่ควรใช้กันแดดเนื้อครีมหนาๆ แต่ให้เปลี่ยนไปใช้แบบเจล หรือเนื้อน้ำ ที่บางเบา ซึมไว และไม่ทำให้หน้ามันเยิ้มแทน ใช้ครีมกันแดดแบบ Hybrid ก็ได้


ความเชื่อที่ 6 ครีมกันแดดทำให้ขาดวิตามิน D

ความจริง งานวิจัยยืนยันว่าทากันแดดทุกวัน ไม่ได้ทำให้ขาดวิตามิน D


หลายคนกลัวว่าทากันแดดแล้วจะไปบล็อกไม่ให้ร่างกายสร้างวิตามิน D ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย เพราะในชีวิตประจำวัน คนทั่วไปทากันแดดไม่ครบทุกส่วนนิ้วบนผิวอยู่แล้ว ยังมีรังสี UVB นิดหน่อยหลุดเข้ามาโดนผิว แค่นั้นก็พอให้ร่างกายสร้างวิตามิน D ได้แล้ว


ถ้าใครกลัวขาดวิตามิน D จริงๆ ควรไปกินอาหารหรืออาหารเสริมที่มีวิตามิน D ดีกว่า ไม่ควรปล่อยให้ผิวไปตากแดดตรงๆ โดยไม่ทากันแดดเพื่อแลกกับวิตามิน


ความเชื่อที่ 7 ครีมกันแดดก่อมะเร็งผิวหนัง

ความจริง ไม่มีหลักฐานว่าครีมกันแดดก่อมะเร็ง แต่แสง UV ต่างหากที่ก่อมะเร็งชัดเจน


ข่าวนี้มักมาจากข่าวในปี 2021 ที่มีการเรียกคืนกันแดดแบบสเปรย์บางยี่ห้อเพราะเจอสารเบนซีน ปนเปื้อน ความจริงๆคือ สารเบนซีนไม่ใช่ส่วนผสมของครีมกันแดด แต่บังเอิญปนเปื้อนมาในขั้นตอนการผลิต ตอนนี้ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ไหนเลยที่บอกว่าสารกันแดดที่เราใช้กันทั่วไปทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง ในทางกลับกัน การทากันแดดเป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งผิวหนังได้ถึง 40-50%


ความเชื่อที่ 8 แค่ทาครีมรองพื้นมี SPF ก็เพียงพอแล้ว

ความจริง ปริมาณรองพื้นที่เราทามันน้อยเกินไป ทำให้ไม่ได้ค่า SPF ตามที่เขียนไว้


หลายคนคิดว่าใช้แค่เครื่องสำอางหรือรองพื้นที่มี SPF ก็กันแดดได้แล้ว จริงๆแล้วนี่เป็นความเข้าใจผิดที่ทำร้ายผิวมาก เพราะถ้าอยากให้กันแดดได้ประสิทธิภาพตามตัวเลข SPF ที่เขียนบนขวด เราต้องทาในปริมาณ 2 ข้อนิ้ว แต่ในชีวิตจริงเราทารองพื้นบางกว่านั้นเยอะมาก ทำให้กันแดดได้ไม่ดีเท่าที่ควร ดังนั้น เราต้องทาครีมกันแดดตัวหลักก่อนเสมอ ส่วนเครื่องสำอางที่มี SPF ให้ถือเป็นแค่ตัวช่วยเสริม


ความเชื่อที่ 9 ครีมกันแดดยิ่งราคาแพง ยิ่งดีกว่า

ความจริง กันแดดจะดีหรือไม่ อยู่ที่ส่วนผสมและค่า SPF ไม่ได้อยู่ที่ราคา


ครีมกันแดดที่ดีไม่จำเป็นต้องราคาแพง ครีมกันแดดที่ดีต้องมีครบ 3 อย่างคือ: 1. เป็น Broad-Spectrum (กันได้ทั้งรังสี UVA และ UVB) 2. มีค่า SPF 30 ขึ้นไป และ 3. ทนน้ำได้ (Water-Resistant) กันแดดราคาน่ารักตามร้านทั่วไปหลายยี่ห้อก็ผ่านการทดสอบแล้วว่ากันแดดได้ดีไม่แพ้ของแพงๆ ตามเคาน์เตอร์แบรนด์ สิ่งที่เราควรดูเวลาซื้อคือส่วนผสมที่ช่วยกันแสง (เช่น Zinc Oxide หรือ Titanium Dioxide) มากกว่าดูที่ป้ายราคา


ความเชื่อที่ 10 ทาครีมกันแดดแล้วผิวจะไม่คล้ำลงหรือแทน ได้เลย

ความจริง กันแดดแค่ลดแสง UV ไม่ได้กันได้ 100%


ครีมกันแดดทำหน้าที่กรองและลดแสง UV ที่จะมาโดนผิว แต่ไม่มีกันแดดตัวไหนที่กันรังสีได้ 100% ดังนั้นถ้าเราอยู่กลางแดดนานๆ ผิวก็ยังคล้ำขึ้นหรือ "แทน" ได้อยู่ดี และ ผิวสีแทนไม่ได้แปลว่าผิวสุขภาพดี การที่ผิวเราคล้ำขึ้นคือการที่ร่างกายพยายามสร้างเม็ดสีออกมาเพื่อปกป้องเซลล์ผิวที่กำลังถูกแดดทำร้าย แต่ผลสำรวจของ AAD ปี 2024 กลับพบว่าวัยรุ่น Gen Z ถึง 59% ยังเชื่อผิดๆ ว่าผิวสีแทนคือผิวที่ดูแข็งแรง การปล่อยให้ผิวโดนแดดจนคล้ำสะสมไปเรื่อยๆ จะทำให้ผิวหยาบ เหี่ยวย่นก่อนวัย และเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนัง


แนะนำครีมกันแดด Monday and Saturday ที่กันได้ทั้ง UVA และ UVB

สำหรับใครที่มีปัญหาผิวแพ้ง่าย หรือเบื่อหน่ายกับครีมกันแดดเนื้อหนาที่ทำให้หน้ามัน Monday and Saturday UV Light Defense Protection Booster Sunscreen SPF 50 PA+++ ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้โดยเฉพาะ


  • ปกป้องครบทั้ง UVA และ UVB : เป็นกันแดดสูตร Hybrid ที่ช่วยกรองรังสีได้อย่างครอบคลุม ทั้ง UVB ที่ทำให้ผิวไหม้ และ UVA ที่ทะลุกระจกเข้ามาทำร้ายผิวจนเกิดริ้วรอย


  • เนื้อบางเบา : ส่วนใหญ่ที่ทำให้คนไม่อยากทาครีมกันแดดเยอะ คือความเหนียวเหนอะหนะ แต่ตัวนี้ทำเนื้อสัมผัสแบบ Cloud Cream ที่เบาสบาย เกลี่ยง่าย และซึมไว ทำให้การทากันแดดปริมาณ 2 ข้อนิ้ว และการทาซ้ำระหว่างวัน สามารถทำได้โดยไม่ทำให้หน้ามันเยิ้ม


  • เหมาะสำหรับผิวบอบบางและแพ้ง่าย : หากคุณเป็นคนที่มีปัญหาสิวหรือผิวไวต่อสารเคมี กันแดดตัวนี้ตัดสารที่มักก่อให้เกิดการระคายเคืองออกถึง 7 ชนิด (เช่น ไม่มีแอลกอฮอล์, ไม่มีพาราเบน, ไม่มีน้ำหอม, ไม่มีสี) ทำให้เป็นมิตรกับผิวที่ต้องการการดูแลอย่างอ่อนโยน


  • มีสารบำรุง (Antioxidant) : มีส่วนผสมของวิตามินอีและสารสกัดจากชาเขียว ที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการฟื้นบำรุงผิวที่ต้องเผชิญกับมลภาวะและแสงแดดตลอดทั้งวัน


การมีครีมกันแดดที่ทาสบายผิวและปกป้องได้ครบถ้วน จะช่วยลดความยุ่งยากในตอนเช้า และทำให้เราสามารถสร้าง "วินัย" ในการทาครีมกันแดดทุกวันได้อย่างยั่งยืน


วิธีทาครีมกันแดดให้ถูกต้อง

วิธีทาครีมกันแดดให้ถูกต้อง
  • เลือกให้ถูก : เลือกขวดที่เขียนว่า Broad-Spectrum (กันได้ทั้งรังสี UVA และ UVB) และมีค่า SPF 30 ขึ้นไป

  • ทาก่อนออกแดด : ทากันแดดทิ้งไว้ 15–30 นาที ก่อนออกไปเจอแดด เพื่อให้เนื้อครีมเกาะผิวได้ดี

  • ทาให้เยอะพอ : ใช้ปริมาณเท่ากับ 2ข้อนิ้ว สำหรับทาทั่วหน้า

  • ต้องขยันทาซ้ำ : ทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมงเวลาอยู่กลางแจ้ง หรือทาซ้ำหลังเหงื่อออกและหลังโดนน้ำ

  • เช็กวันหมดอายุ : อย่าใช้กันแดดที่หมดอายุแล้ว (ปกติถ้ายังไม่เปิดขวด จะเก็บได้ 2–3 ปี)

  • ทาทุกวัน : ทาเป็นประจำทุกวัน แม้ฟ้าจะครึ้มหรือแค่นั่งอยู่ในตึกก็ตาม


เมื่อไหร่ที่ควรไปหาหมอผิวหนัง

ถ้าทากันแดดแล้วรู้สึกแพ้ มีผื่นแดงขึ้น หรือเป็นคนที่มีสิวอักเสบหนักๆ และมีโรคผิวหนังอยู่แล้ว ควรไปให้หมอผิวหนังตรวจดู หมอจะได้แนะนำกันแดดที่เข้ากับผิวของเราจริงๆ ให้

 
 
bottom of page