top of page

แดดตอนเช้ามีวิตามินอะไรบ้าง? สรุปประโยชน์ของแสงแดดที่มากกว่าวิตามิน D

  • 2 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที
แดดตอนเช้ามีวิตามินอะไรบ้าง? สรุปประโยชน์ของแสงแดดที่มากกว่าวิตามิน D

Key Takeaways

  • แสงแดดไม่ได้มีวิตามิน: แต่รังสี UVB จะทำหน้าที่สั่งให้ผิวหนังของเราสร้าง "วิตามินดี" ขึ้นมาเอง ซึ่งเป็นรูปแบบที่ร่างกายนำไปใช้ได้ดีที่สุด


  • นาทีทองคือช่วงเช้า: เวลา 06:00–07:30 น. คือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศไทย เพียงออกไปรับแดด 10–15 นาที (2-3 ครั้ง/สัปดาห์) ก็เพียงพอโดยไม่ทำร้ายผิว


  • ได้ประโยชน์มากกว่าที่คิด: นอกจากวิตามินดีที่ช่วยเรื่องกระดูกและภูมิคุ้มกันแล้ว แดดเช้ายังมีส่วนช่วยสร้างฮอร์โมนแห่งความสุข (Serotonin) และตั้งเวลาให้ร่างกายพร้อมหลั่งฮอร์โมนการนอนหลับ (Melatonin) ในตอนกลางคืน


  • รับแดดให้ถูกวิธี: ควรให้แดดสัมผัสผิวบริเวณแขน ขา หรือหน้าแข้งโดยตรง (ตากแดดผ่านกระจกไม่ได้ผล) และควรเลี่ยงไม่ให้แดดส่องใบหน้าตรงๆ เพื่อป้องกันริ้วรอย


  • ปกป้องและบำรุงหลังรับแดด: เมื่อรับแดดอ่อนๆ ครบ 15 นาทีแล้ว ควรปกป้องผิวด้วยครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพครอบคลุมและมีสารบำรุงในตัว เพื่อดูแลผิวจากรังสี UV ที่จะแรงขึ้นในระหว่างวัน


แดดตอนเช้ามีวิตามินอะไรบ้าง ทำความเข้าใจแบบง่ายๆ

จริงๆแล้ว แสงแดดไม่ได้มีวิตามินลอยอยู่ แต่เมื่อรังสี UVB จากแดดส่องมาโดนผิวเรา มันจะทำหน้าที่สั่งให้ร่างกายสร้าง วิตามิน D ขึ้นมาเอง ซึ่งเป็นวิตามินดีรูปแบบที่ร่างกายนำไปใช้ได้ดีที่สุด


ขั้นตอนที่ร่างกายสร้างวิตามินดี:

  • ผิวหนัง: เมื่อแดดโดนผิว ร่างกายจะเปลี่ยนไขมันใต้ผิวให้กลายเป็นสารตั้งต้นของวิตามินดี

  • ตับ: สารนี้จะถูกส่งไปที่ตับ เพื่อปรับโครงสร้างให้ทำงานได้

  • ไต: สุดท้ายจะถูกส่งไปที่ไต เพื่อเปลี่ยนให้เป็นวิตามินดีแบบสมบูรณ์ ที่ร่างกายพร้อมนำไปใช้งาน


นอกจากวิตามินดีแล้ว แดดเช้ายังช่วยส่งเสริมให้ร่างกายหลั่งสารดีๆ อีกหลายชนิด เช่น:


  • เซโรโทนิน (Serotonin): สารแห่งความสุข ช่วยให้เราอารมณ์ดีและมีสมาธิ

  • ไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide): สารที่ช่วยขยายหลอดเลือด ส่งผลดีต่อระบบความดันโลหิต

  • คอร์ติซอล (Cortisol) ช่วงเช้า: ฮอร์โมนที่ช่วยให้ร่างกายตื่นตัว รู้สึกมีแรงพร้อมรับวันใหม่


ทำไมต้องเป็นแดด ตอนเช้า?

ทำไมต้องเป็นแดด ตอนเช้า?

การเลือกเวลาตากแดดสำคัญมาก เพราะเราต้องการวิตามินดีโดยที่ไม่ทำให้ผิวเสีย


  • 06:00–08:00 น.: รังสี UV ต่ำ เป็นมิตรกับผิว เป็นช่วงเวลาที่แพทย์มักแนะนำ

  • 09:00–15:00 น.: รังสี UV สูงสุด แม้ร่างกายจะสร้างวิตามินดีได้เยอะ แต่เสี่ยงทำให้ผิวเสียและสะสมความเสี่ยงโรคมะเร็งผิวหนัง จึงไม่แนะนำ

  • หลัง 16:00 น.: รังสี UV ลดลงแล้ว แต่ประสิทธิภาพที่ร่างกายจะนำมาสร้างวิตามินดีก็น้อยลงตามไปด้วย


สำหรับประเทศไทย: ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือ 06:00–07:30 น. ถือเป็นเวลาที่ดีที่สุด เพราะรังสี UV ยังไม่แรงเกินไป ร่างกายได้ประโยชน์จากแสงแดดเต็มที่โดยที่ผิวไม่โดนทำร้ายจากความร้อนจัด


ประโยชน์ของวิตามินดีจากแดดเช้าต่อร่างกาย

  • กระดูกและฟันแข็งแรง: วิตามินดีทำหน้าที่ช่วยให้ลำไส้ดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสจากอาหารได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญที่ช่วยให้กระดูกแข็งแรง ลดความเสี่ยงภาวะกระดูกบาง โรคกระดูกพรุน และมีส่วนช่วยดูแลข้อเข่าในระยะยาว


  • ระบบภูมิคุ้มกันทำงานดีขึ้น: วิตามินดีช่วยให้เม็ดเลือดขาว ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ได้ดีขึ้น และยังมีส่วนช่วยลดการอักเสบในร่างกาย ทำให้เราไม่ป่วยง่าย


  • ดีต่อหัวใจและหลอดเลือด: นอกจากได้วิตามินดีแล้ว แสงแดดยังช่วยให้ผิวหนังสร้างสารที่ชื่อว่า "ไนตริกออกไซด์" ซึ่งเป็นสารที่ทำให้หลอดเลือดขยายตัว เลือดไหลเวียนสะดวกขึ้น และส่งผลดีต่อระดับความดันโลหิต


  • บำรุงสมองและระบบประสาท: วิตามินดีมีส่วนช่วยปกป้องเซลล์สมองจากการอักเสบ ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้า และยังมีข้อมูลระบุว่าอาจช่วยชะลอภาวะความจำเสื่อมในผู้สูงอายุได้


นอกจากวิตามินดี แดดเช้ายังช่วยสร้างฮอร์โมนอะไรอีก

  • เซโรโทนิน (Serotonin) ฮอร์โมนแห่งความสุข: แสงแดดเช้ามีส่วนช่วยให้สมองหลั่งฮอร์โมนตัวนี้ออกมา ทำให้เราอารมณ์ดี รู้สึกสดชื่น มีสมาธิในการทำงาน แถมฮอร์โมนตัวนี้ยังช่วยให้เราสร้างฮอร์โมนการนอนหลับในตอนกลางคืนอีกด้วย


  • คอร์ติซอล (Cortisol) ฮอร์โมนปลุกพลัง: การรับแสงแดดตอนเช้าช่วยให้ร่างกายหลั่งคอร์ติซอลในระดับที่พอเหมาะ ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติที่ช่วยให้ร่างกายตื่นตัว มีแรงพร้อมสู้งาน (ซึ่งเป็นคนละแบบกับคอร์ติซอลที่หลั่งออกมาตอนที่เรามีความเครียดสะสม)


  • เมลาโทนิน (Melatonin) ฮอร์โมนการนอนหลับ: แสงแดดเช้าเปรียบเสมือนการตั้งนาฬิกาชีวิตให้ร่างกายรู้ว่าเวลาไหนคือกลางวัน เวลาไหนคือกลางคืน ทำให้พอถึงเวลาเข้านอน ร่างกายจะรู้ว่าต้องหลั่งเมลาโทนินออกมา ช่วยให้เราง่วงและนอนหลับสนิทตลอดคืน


เมื่อร่างกายขาดวิตามินดี

  • อาการเบื้องต้นที่สังเกตได้: รู้สึกอ่อนเพลียบ่อย ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและกระดูก อารมณ์เหวี่ยงง่าย และป่วยบ่อยเพราะภูมิคุ้มกันตก

  • กลุ่มที่เสี่ยงขาดวิตามินดี:

    • คนที่นั่งทำงานในออฟฟิศทั้งวัน หรือทำงานกะดึก

    • ผู้สูงอายุ (ผิวหนังสร้างวิตามินดีได้น้อยลงตามวัย)

    • คนที่มีผิวคล้ำ (เม็ดสีผิวจะกรองแสง ทำให้ต้องตากแดดนานกว่าคนผิวขาว ถึงจะได้วิตามินดีเท่ากัน)

    • คนที่ทาครีมกันแดด SPF สูงๆ ตลอดเวลา โดยไม่ยอมให้ผิวโดนแดดโดยตรงเลย


วิธีรับแดดเช้าให้ได้วิตามินดีเต็มที่ โดยที่ผิวไม่เสีย

เพื่อให้ร่างกายสร้างวิตามินดีได้ดีที่สุด โดยที่ผิวไม่ถูกทำร้าย มีคำแนะนำดังนี้:


  • เวลาที่แนะนำ (สำหรับเมืองไทย): 06:00–07:30 น. เพราะแดดยังไม่แรงเกินไป ผิวไม่แสบร้อน

  • ระยะเวลา: แค่ 10–15 นาทีต่อวัน หรือทำประมาณ 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์ก็พอ

  • ส่วนที่ควรให้โดนแดด: แขน ขา หรือหน้าแข้ง (ควรใส่หมวกหรือเลี่ยงไม่ให้แดดส่องหน้าโดยตรง เพื่อป้องกันริ้วรอยก่อนวัย)

  • ท่าทาง: ควรยืน เดิน หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง ร่างกายจะรับแดดได้ทั่วถึงกว่าการนั่งนิ่งๆ

  • ข้อควรระวังสำคัญ:

    • ห้ามตากแดดผ่านกระจก: เพราะกระจกจะกันรังสี UVB ไว้เกือบหมด ทำให้ร่างกายสร้างวิตามินดีไม่ได้ การนั่งรับแดดริมหน้าต่างจึงไม่ช่วยเรื่องนี้

    • เมื่อตากแดดครบ 15 นาทีแล้ว ควรทาครีมกันแดดหรือใส่เสื้อแขนยาวเพื่อปกป้องผิว

    • สำหรับคนที่ผิวแพ้แดดง่าย ให้เริ่มตากแดดอ่อนๆ แค่ 5–10 นาทีก่อนเพื่อดูอาการ


(หมายเหตุ: ปรับภาษาให้ตรงตัว เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน และหลีกเลี่ยงคำที่เป็นข้อห้ามด้านการโฆษณาทางการแพทย์ครับ)


ครีมกันแดดที่ไม่ได้มีดีแค่ปกป้อง แต่ช่วยบำรุงผิวไปในตัว

ครีมกันแดดที่ไม่ได้มีดีแค่ปกป้อง แต่ช่วยบำรุงผิวไปในตัว

หลังจากที่เราให้ผิวรับแดดอ่อนๆ ยามเช้าเพื่อสร้างวิตามินดีในช่วง 10-15 นาทีแรกแล้ว สิ่งสำคัญขั้นตอนต่อไปคือการปกป้องผิวจากรังสี UV ที่จะเริ่มแรงขึ้นในช่วงสายของวัน สำหรับคนที่มองหาครีมกันแดดที่ทำหน้าที่ดูแลผิวแบบครบจบ ขอแนะนำ Monday & Saturday รุ่น UV Light Defense Protection Booster Sunscreen SPF 50 PA+++ ซึ่งออกแบบมาให้ตอบโจทย์ทั้งการปกป้องและฟื้นบำรุงในหลอดเดียว


  • ปกป้องครอบคลุมแบบ Hybrid Sunscreen: ช่วยดูแลผิวจากทั้งรังสี UVA, UVB, แสงสีฟ้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ และมลภาวะฝุ่นควันอย่าง PM 2.5


  • เนื้อสัมผัสแบบ Cloud Cream: เนื้อครีมมีความบางเบา ซึมเข้าสู่ผิวได้ไว ไม่ทิ้งความรู้สึกเหนียวเหนอะหนะ และที่สำคัญคือสามารถทาทับเครื่องสำอางระหว่างวันได้โดยไม่เป็นคราบ


  • สูตรอ่อนโยนต่อผิว (7-Free): ปราศจากสารที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองถึง 7 ชนิด รวมถึงไม่มีแอลกอฮอล์ น้ำหอม และพาราเบน จึงเหมาะกับคนที่มีผิวบอบบางหรือแพ้ง่าย


  • มีสารอาหารบำรุงผิว: ผสานคุณค่าจาก Vitamin B3, Vitamin E และสารสกัดจากว่านหางจระเข้ (Aloe Vera) ซึ่งมีส่วนช่วยปลอบประโลมผิวจากความร้อน และดูแลผิวให้ดูกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ


การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีส่วนผสมของสารบำรุง จะช่วยรักษาสมดุลความชุ่มชื้นของผิว ทำให้คุณสามารถออกไปใช้ชีวิตประจำวันและทำกิจกรรมกลางแจ้งได้อย่างมั่นใจครับ


FAQ

แดดตอนเช้ามีวิตามินจริงหรือไม่?

ไม่ได้มีวิตามินลอยอยู่ในแสงแดดครับ แต่รังสี UVB จากแดดจะเข้าไปช่วยให้ผิวหนังของเราสร้างวิตามินดีขึ้นมาเอง

ตากแดดตอนเช้าทำให้ผิวคล้ำขึ้นไหม?

การตากแดดอ่อนๆ แค่ 10-15 นาที แทบไม่มีผลทำให้ผิวคล้ำลงครับ แต่แพทย์ผิวหนังก็ยังแนะนำให้ใส่หมวกหรือเลี่ยงไม่ให้แดดโดนหน้าตรงๆ เพื่อป้องกันริ้วรอย

นั่งรับแดดผ่านกระจกหน้าต่าง ร่างกายได้วิตามินดีไหม?

ไม่ได้ครับ เพราะกระจกจะกันรังสี UVB ไว้เกือบทั้งหมด ทำให้ร่างกายไม่สามารถสร้างวิตามินดีได้เลย

คนผิวคล้ำ ต้องตากแดดนานกว่าคนผิวขาวจริงไหม?

จริงครับ เพราะเม็ดสีผิวที่เข้มจะทำหน้าที่เหมือนเกราะกันแดดตามธรรมชาติ คนผิวคล้ำจึงต้องตากแดดนานกว่าคนผิวขาว เพื่อให้ร่างกายสร้างวิตามินดีได้ในปริมาณเท่ากัน

กินวิตามินดีเสริม แทนการออกไปตากแดดได้ไหม?

กินแทนเพื่อเพิ่มระดับวิตามินดีในเลือดได้ครับ แต่ร่างกายจะพลาดประโยชน์อื่นๆ จากแสงแดด เช่น การสร้างฮอร์โมนที่ทำให้เราอารมณ์ดี หรือการช่วยตั้งเวลาให้ร่างกายรู้ว่าควรหลับตอนไหน

ตากแดดตอนเย็น ได้ประโยชน์เหมือนแดดเช้าไหม?

ไม่เหมือนกันครับ เพราะมุมของดวงอาทิตย์ในช่วงเย็นทำให้รังสี UVB ส่องลงมาถึงเราได้น้อยกว่าช่วงเช้า ร่างกายจึงสร้างวิตามินดีได้น้อยกว่า


แสงแดดตอนเช้าเป็นสิ่งที่ธรรมชาติให้มาฟรีๆ และจำเป็นต่อร่างกาย การแบ่งเวลาแค่ 10–15 นาทีออกไปทำกิจกรรมรับแดดเช้า เป็นวิธีดูแลสุขภาพที่ง่ายมาก ช่วยส่งเสริมทั้งกระดูกและระบบฮอร์โมนให้ทำงานได้ดีขึ้น

 
 
bottom of page