ค่า SPF และ PA คืออะไร? พร้อมวิธีเลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์
- 2 วันที่ผ่านมา
- ยาว 4 นาที

Key Takeaways :
SPF และ PA: SPF ใช้บอกประสิทธิภาพการกันรังสี UVB (ต้นเหตุของผิวไหม้ แสบแดง) ส่วน PA ใช้บอกประสิทธิภาพการกันรังสี UVA (ต้นเหตุของริ้วรอย ฝ้า กระ หน้าแก่ก่อนวัย) ครีมกันแดดที่ดีควรมีทั้ง 2 ค่านี้คู่กัน
ตัวเลข SPF สูง ไม่ได้แปลว่ากันแดดได้ทวีคูณ: SPF 30 กันรังสี UVB ได้ 97% ในขณะที่ SPF 50 กันได้ 98% ตัวเลขที่สูงกว่า 50 ขึ้นไปให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันน้อยมาก การเลือกใช้ SPF 30-50 จึงเพียงพอแล้วสำหรับการใช้งานทั่วไป
ปริมาณการทา สำคัญกว่าตัวเลขบนขวด: การจะให้ครีมกันแดดปกป้องผิวได้ตามตัวเลขบนฉลาก ต้องทาในปริมาณ "2 ข้อนิ้ว" (หรือ 2 mg/cm²) หากทาน้อยกว่านี้ ประสิทธิภาพการกันแดดจะลดฮวบลงหลายเท่า
ต้องทาซ้ำ และเครื่องสำอางกันแดดแทนไม่ได้: ครีมกันแดดจะเสื่อมสภาพเมื่อโดนแสงแดดและหลุดออกเมื่อเหงื่อออก จึงควรทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมงเมื่ออยู่กลางแจ้ง และไม่สามารถใช้เครื่องสำอางที่มี SPF แทนครีมกันแดดหลักได้ เพราะปริมาณที่ทาเครื่องสำอางมักจะไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด
เนื้อสัมผัสคือตัวตัดสิน: กันแดดที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุดในระยะยาว คือกันแดดที่เนื้อบางเบา ทาสบายผิว (เช่น เนื้อ Cloud Cream หรือสูตร Hybrid) เพราะจะทำให้เรากล้าทาในปริมาณ 2 ข้อนิ้วได้ทุกวันโดยไม่รู้สึกรำคาญผิวหรือกลัวหน้าอุดตัน
SPF คืออะไร?
SPF ย่อมาจาก Sun Protection Factor มันคือตัวเลขที่บอกว่า ครีมกันแดดขวดนั้นช่วยปกป้องผิวไม่ให้แดงหรือไหม้ได้ดีแค่ไหน เมื่อนำไปเทียบกับตอนที่เราไม่ได้ทาครีมกันแดดเลย
SPF ช่วยป้องกันรังสีอะไร? ค่า SPF ใช้บอกความสามารถในการป้องกัน รังสี UVB เป็นหลัก ซึ่งรังสีชนิดนี้จะทำร้ายผิวหนังชั้นนอก ทำให้ผิวเกิดอาการไหม้แดด แสบแดง และเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งผิวหนัง
วิธีจำความต่างของรังสี UVA และ UVB แบบง่ายๆ
UVA (A = Aging / หน้าแก่): รังสีทะลุลงลึกถึงผิวชั้นใน ทำลายคอลลาเจน ทำให้เกิดริ้วรอย ฝ้า และกระ (การป้องกันรังสีนี้ ต้องดูที่ค่า PA)
UVB (B = Burning / ผิวไหม้): รังสีทำร้ายผิวชั้นนอก ทำให้ผิวไหม้ แดดเผา แสบแดง (การป้องกันรังสีนี้ ดูได้จากค่า SPF)
SPF วัดจากอะไร?
ตัวเลข SPF บนฉลากมาจากการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ ไม่ได้เดาขึ้นมาเอง
ค่า MED คืออะไร? MED คือ "ปริมาณแสง UV ที่น้อยที่สุดที่ทำให้ผิวเริ่มแดง" ภายใน 24 ชั่วโมงหลังโดนแสง ค่า SPF คิดจาก: (ค่า MED ตอนทากันแดด) หารด้วย (ค่า MED ตอนไม่ทากันแดด) ตัวเลขที่ได้จะบอกว่า กันแดดขวดนี้ช่วยให้ผิวทนรังสี UVB ได้นานขึ้นกี่เท่าเมื่อเทียบกับตอนไม่ทา
วิธีทดสอบกับคนจริง เขาจะใช้คนจริงๆ มาทดสอบ โดยทากันแดดปริมาณ 2 มิลลิกรัมต่อพื้นที่ 1 ตารางเซนติเมตร (2 mg/cm²) ลงบนแผ่นหลัง แล้วใช้เครื่องจำลองแสงแดดฉายลงไป เพื่อดูว่าผิวส่วนที่ทากันแดดกับไม่ได้ทา ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเริ่มแดง
เกณฑ์การทดสอบที่ใช้กันทั่วโลก ทั่วโลกมีระบบการทดสอบหลักๆ 2 แบบ คือ ISO 24444 (ใช้ในยุโรป เอเชีย รวมถึงไทย) และ FDA Monograph (ใช้ในอเมริกา) ทั้งสองแบบใช้วิธีทดสอบกับคนและกำหนดปริมาณกันแดดเท่ากัน แต่มีรายละเอียดเรื่องชนิดของแสงและวิธีประเมินผลต่างกันเล็กน้อย
ทำไมผลตรวจ SPF จากแต่ละห้องแล็บถึงอาจไม่เท่ากันเป๊ะ? เพราะการทดสอบกับคนมีความไม่แน่นอนตามธรรมชาติ เช่น สีผิวเดิมของคนทดสอบไม่เหมือนกัน การตอบสนองต่อแสงต่างกัน หรือน้ำหนักมือคนเกลี่ยครีมในแล็บอาจไม่เท่ากัน ทำให้เวลาส่งกันแดดขวดเดียวกันไปตรวจ 2 แล็บ ตัวเลขอาจจะคลาดเคลื่อนกันได้บ้าง
วิธีคำนวณง่ายๆ ว่า SPF กันแดดได้นานแค่ไหน
ปกติแล้วเค้าจะมีสูตรคิดกันแบบนี้ เอา [เวลาที่ผิวเราตากแดดแล้วเริ่มแดง (นาที) x ค่า SPF] ก็จะได้ระยะเวลาที่ครีมกันแดดขวดนั้นช่วยปกป้องผิวเราได้
ลองนึกภาพตามง่ายๆ นะ สมมติว่าปกติเราออกไปตากแดดแค่ 15 นาที ผิวก็เริ่มแดงหรือแสบแล้ว...
ถ้าใช้ SPF 15: เอา 15 นาที x 15 = กันแดดได้ 225 นาที (หรือประมาณ 3 ชั่วโมง 45 นาที)
ถ้าใช้ SPF 30: เอา 15 นาที x 30 = กันแดดได้ 450 นาที (หรือประมาณ 7 ชั่วโมงครึ่ง)
ถ้าใช้ SPF 50: เอา 15 นาที x 50 = กันแดดได้ 750 นาที (หรือประมาณ 12 ชั่วโมงครึ่ง)
แต่ทำไมในชีวิตจริงถึงเอาตัวเลขนี้มาใช้แบบเป๊ะๆ ไม่ได้?
ต้องบอกว่าสูตรนี้มันเป็นแค่การทดลองในห้องแล็บ เพราะเวลาเราใช้ชีวิตจริงๆ แทบจะไม่มีใครบีบกันแดดทาหน้าหนาถึง 2 ข้อนิ้วเต็มๆ ตามที่เค้าใช้ทดสอบกันหรอก
แถมแสงแดดแต่ละช่วงเวลาก็แรงไม่เท่ากัน ไหนจะเหงื่อออก หน้ามัน หรือเผลอเอามือเช็ดหน้าอีก ปัจจัยพวกนี้แหละที่ทำให้ครีมกันแดดหลุดออกไป ระยะเวลาที่ครีมช่วยกันแดดให้เราได้จริงๆ มันเลยสั้นกว่าตัวเลขที่คิดออกมาได้จากสูตรเยอะเลย
SPF ยิ่งสูง ยิ่งกันแดดดีจริงไหม?
หลายคนเชื่อว่าค่า SPF ยิ่งสูง ก็จะยิ่งกันแดดได้ดีขึ้นหลายเท่า แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็นแบบนั้น
เปอร์เซ็นต์การกันรังสี UVB ตามตัวเลข SPF ถ้าดูจากตัวเลขการกันแสง จะเห็นว่ามันไม่ได้เพิ่มขึ้นตามตัวเลขบนขวด:
SPF 15 กันรังสี UVB ได้ประมาณ 93%
SPF 30 กันรังสี UVB ได้ประมาณ 97%
SPF 50 กันรังสี UVB ได้ประมาณ 98%
ทำไม SPF สูงมากๆ ถึงไม่ต่างกันเท่าไหร่? จากตัวเลขด้านบน จะเห็นว่าตอนเปลี่ยนจาก SPF 15 เป็น 30 การป้องกันเพิ่มขึ้น 4% แต่พอเปลี่ยนจาก 30 เป็น 50 การป้องกันเพิ่มขึ้นแค่ 1% เท่านั้น แปลว่าตัวเลข SPF ที่สูงกว่า 50 ขึ้นไป จะกันแดดเพิ่มขึ้นน้อยมากจนแทบไม่เห็นความต่าง
ไม่มีครีมกันแดดไหน กัน UV ได้ 100% ต่อให้ใช้กันแดด SPF 100 ก็กันรังสีได้แค่ประมาณ 99% ไม่มีครีมกันแดดไหนในโลกกันได้ 100% เต็ม ดังนั้นแค่ทากันแดดอย่างเดียวอาจไม่พอ ควรหลบแดดจัดและใส่เสื้อผ้าแขนยาวช่วยด้วย
ทำไมกันแดดในไทยถึงเขียนสูงสุดแค่ SPF 50+
ถ้าสังเกตดู จะเห็นว่าครีมกันแดดในไทยมักจะเขียนตัวเลขสูงสุดไว้แค่คำว่า "SPF 50+" เท่านั้น
กฎหมายบนฉลากกันแดดในไทย ประเทศไทยใช้เกณฑ์ตามระเบียบเครื่องสำอางอาเซียน (ASEAN Cosmetic Directive) ซึ่งกำหนดเพดานตัวเลข SPF ไว้ ถ้ากันแดดขวดไหนส่งตรวจแล็บแล้วได้ค่าเกิน 50 จะต้องเขียนบนฉลากว่า "SPF 50+" แทนการระบุตัวเลขจริงๆ ลงไป
ทำไมถึงไม่ให้เขียนตัวเลขเกิน 50? เหตุผลหลักคือป้องกันคนซื้ออเข้าใจผิด เพราะถ้าคนเห็นเลข SPF 80 หรือ 100 อาจจะคิดไปเองว่า ทาแค่ครั้งเดียวก็ตากแดดจัดได้ทั้งวันโดยไม่ต้องทาซ้ำ ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อผิว หลายประเทศรวมถึงไทยจึงจำกัดตัวเลขไว้เพื่อไม่ให้สื่อสารเกินจริง
SPF 50+ กับ SPF 100 (ในต่างประเทศ) ต่างกันจริงไหม? ตัวเลข SPF 100 ในบางประเทศ มักจะเป็นแค่การตลาดที่เล่นกับความรู้สึกคนซื้อ ในความเป็นจริง การกันแดดต่างกันแค่ 1% (98% กับ 99%) แต่สิ่งที่เพิ่มมาอย่างชัดเจนคือสารเคมีกันแดดที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งทำให้มีโอกาสระคายเคืองและอุดตันผิวได้มากขึ้น
PA คืออะไร? ต่างจาก SPF ยังไง?
เราทราบกันแล้วว่า SPF ใช้บอกการป้องกันรังสี UVB (ที่ทำให้ผิวไหม้) แล้วรังสี UVA ที่ทำให้หน้าแก่และเกิดฝ้าล่ะ จะดูจากอะไร? คำตอบคือต้องดูที่ค่า PA
PA ย่อมาจาก Protection Grade of UVA มันคือระบบที่บอกว่ากันแดดขวดนั้นป้องกันรังสี UVA ได้แค่ไหน ระบบนี้คิดค้นโดยสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องสำอางประเทศญี่ปุ่น และใช้กันมากในเอเชียรวมถึงไทย
PA+ ถึง PA++++ ต่างกันยังไง? ระบบนี้ใช้เครื่องหมายบวก (+) ยิ่งบวกเยอะ ยิ่งป้องกันได้มาก แบ่งเป็น 4 ระดับคือ:
PA+ : ป้องกันระดับเริ่มต้น (เหมาะกับอยู่ในอาคารที่แดดส่องไม่ถึง)
PA++ : ป้องกันระดับปานกลาง (เหมาะกับกิจกรรมในร่ม หรือทำงานออฟฟิศทั่วไป)
PA+++ : ป้องกันระดับมาก (เหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้งทั่วไป)
PA++++ : ป้องกันระดับมากที่สุดตามเกณฑ์ (เหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้งที่แดดจัด หรืออยู่นานๆ)
ระบบ PPD ของยุโรป กับ PA ของเอเชีย ฝั่งเอเชียใช้เครื่องหมายบวก แต่ฝั่งยุโรปมักใช้ระบบ PPD ซึ่งเป็นตัวเลขที่วัดว่า ผิวทนรังสี UVA ได้นานแค่ไหนก่อนจะเริ่มคล้ำ จริงๆ แล้วค่า PA ก็แปลงมาจากค่า PPD นั่นเอง เช่น PA+ จะเท่ากับ PPD 2 ถึง 4 ส่วน PA++++ จะเท่ากับ PPD 16 ขึ้นไป
วิธีอ่านฉลากครีมกันแดดให้เข้าใจง่ายๆ

การอ่านฉลากให้เป็น จะช่วยให้เราได้ครีมกันแดดที่ดูแลผิวได้ครบถ้วนและคุ้มเงิน
ตัวอย่าง: ถ้าเห็นฉลากเขียนว่า SPF 50 PA++++ แปลว่าอะไร?
SPF 50: ครีมนี้ช่วยกรองรังสี UVB (ตัวการผิวไหม้) ได้ประมาณ 98%
PA++++: ครีมนี้ป้องกันรังสี UVA (ตัวการริ้วรอยและฝ้า) ได้ในระดับมาก (เทียบเท่า PPD 16 ขึ้นไป) สรุปคือ เหมาะกับการใช้ในประเทศที่แดดแรงอย่างประเทศไทย
Broad Spectrum คืออะไร? คำนี้มักเจอในครีมกันแดดฝั่งอเมริกาหรือยุโรป แปลว่า "ป้องกันได้ครอบคลุมทั้งรังสี UVA และ UVB" ตามเกณฑ์ของ FDA สหรัฐฯ ถ้าเห็นคำนี้ก็วางใจได้ว่าครีมขวดนั้นป้องกันรังสีได้ครบทั้งสองแบบ ถึงแม้จะไม่ได้เขียนค่า PA ไว้บนขวดก็ตาม
Water Resistant (กันน้ำ) แปลว่าครีมยังคงความสามารถในการกันแดดได้อยู่เวลาที่ผิวเปียกน้ำหรือเหงื่อออก มักจะมีตัวเลขบอกไว้ด้วยว่ากันน้ำได้กี่นาที เช่น 40 นาที หรือ 80 นาที เหมาะสำหรับวันที่ต้องไปทะเลหรือออกกำลังกาย
ควรเลือก SPF เท่าไหร่ ให้เหมาะกับการใช้ชีวิต
การเลือกค่า SPF ไม่จำเป็นต้องเลือกเลขที่สูงที่สุดเสมอไป แต่ควรเลือกให้เข้ากับการเจอแดดในแต่ละวัน เพื่อให้ทาสบายผิวและกันแดดได้ดี
อยู่ในร่ม ทำงานออฟฟิศ นั่งใกล้หน้าต่าง แพทย์ผิวหนังแนะนำว่า กันแดด SPF 30 และ PA+++ ก็พอแล้วสำหรับการอยู่ในร่ม ถึงจะไม่ได้ออกแดดตรงๆ แต่รังสี UVA ก็ทะลุกระจกเข้ามาทำร้ายผิวได้ การทากันแดดระดับนี้จะช่วยกันริ้วรอยและแสงสีฟ้าจากหน้าจอได้ แถมเนื้อครีมยังบางเบา ไม่ทำให้หน้าอุดตัน
อยู่กลางแจ้ง ออกกำลังกาย ไปทะเล หรือเจอแดดแรงๆ ถ้าต้องเจอแดดแรง เล่นกีฬากลางแจ้ง หรือไปทะเล ควรใช้ SPF 50 หรือ SPF 50+ คู่กับ PA++++ เพื่อให้กันแดดได้เต็มที่ และที่สำคัญคือต้องมีคุณสมบัติกันน้ำ (Water Resistant) ด้วย เพื่อไม่ให้กันแดดหลุดไปกับเหงื่อหรือน้ำ
คนผิวแพ้ง่าย เด็ก และคนที่มีปัญหาผิวจากแสงแดด สำหรับเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป คนผิวแพ้ง่าย หรือคนที่เพิ่งทำโปรแกรมผิวหนัง ควรเลี่ยงกันแดดแบบเคมี (Chemical Sunscreen) แล้วเปลี่ยนมาใช้กันแดดแบบสะท้อนแสง (Physical Sunscreen หรือ Mineral Sunscreen) ที่มี Zinc Oxide หรือ Titanium Dioxide แทน โดยเลือก SPF 30 ขึ้นไป เพราะสารพวกนี้จะเคลือบผิวแล้วสะท้อนแสงออกไป ทำให้โอกาสแพ้น้อยกว่า
ต้องทาเยอะแค่ไหน และทาซ้ำบ่อยไหม ถึงจะกันแดดได้ตามที่เขียนบนขวด
กฎ 2 ข้อนิ้ว (Two-Finger Rule) เพื่อให้กันแดดได้ตรงตามฉลาก คุณต้องทาในปริมาณ 2 มิลลิกรัมต่อพื้นที่ 1 ตารางเซนติเมตร ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ใช้ทดสอบในห้องแล็บ ถ้ากะปริมาณสำหรับทาหน้าและคอ จะเท่ากับการบีบครีมกันแดดยาวเต็ม 2 ข้อนิ้วกลาง หรือกะปริมาณเท่าเหรียญสิบบาท
ถ้าทาน้อยไป จะกันแดดได้น้อยลงแค่ไหน? ถ้าคุณทากันแดดน้อยกว่าเกณฑ์ (เช่น ทาแค่ครึ่งเดียวเพราะกลัวหน้ามัน) ความสามารถในการกันแดดจะไม่ได้ลดลงแค่ครึ่งเดียว แต่มันจะลดฮวบลงไปเยอะมาก ข้อมูลระบุว่า ถ้าทากันแดด SPF 50 ในปริมาณแค่ครึ่งเดียว ประสิทธิภาพที่ได้จริงๆ บนผิวอาจลดลงเหลือแค่ SPF 7 ถึง 10 เท่านั้น
ควรทาซ้ำทุกกี่ชั่วโมง? สารกันแดดจะเสื่อมสภาพเมื่อเจอแสง UV และหลุดออกไปเองตามธรรมชาติ แนะนำให้ทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมงเวลาอยู่กลางแจ้ง และต้องทาซ้ำทุกครั้งหลังจากว่ายน้ำ เหงื่อออกเยอะ หรือใช้ผ้าเช็ดหน้า ถึงแม้กันแดดขวดนั้นจะบอกว่ากันน้ำได้ก็ตาม
กันแดดไฮบริด จาก Monday & Saturday ตัวช่วยปกป้องผิวที่ใช้ได้ทุกวัน

ครีมกันแดดที่เวิร์กสำหรับเรา คือครีมกันแดดที่หยิบมาทาได้ทุกวัน" ถ้าใครกำลังมองหากันแดดที่กันแสง UV ได้จริงและเนื้อทาสบายผิว ขอแนะนำให้รู้จักกับ UV Light Defense Protection Booster Sunscreen SPF 50 PA+++ จากแบรนด์ Monday & Saturday
ทำไมกันแดดไฮบริดรุ่นนี้ ถึงน่าหยิบมาใช้เป็นไอเทมคู่ใจ? ถ้าคุณเคยเจอกันแดดที่เนื้อหนัก ทาแล้วหน้าลอย อุดตัน หรือทำให้เครื่องสำอางเยิ้มระหว่างวัน กันแดดตัวนี้ทำมาเพื่อช่วยแก้ปัญหาพวกนี้เลย โดยมีจุดเด่นคือ:
เป็นกันแดดแบบ Hybrid: คือเอาข้อดีของกันแดดแบบสะท้อนแสง (Physical) และแบบดูดซับแสง (Chemical) มารวมกัน มาพร้อมค่า SPF 50 PA+++ ซึ่งเป็นระดับที่พอเหมาะกับการใช้ชีวิตและทำกิจกรรม
เนื้อครีมนุ่มละมุน (Cloud Cream) ทาสบาย: บอกลากันแดดเนื้อหนาๆ ไปได้เลย เพราะตัวนี้สัมผัสเบาสบาย เกลี่ยง่าย ซึมไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ ทำให้เรากล้าบีบทาเยอะๆ ถึง "2 ข้อนิ้ว" ตามที่แนะนำได้สบายใจ แถมยังแต้มทับเครื่องสำอางระหว่างวันได้ด้วย
กันแดดและกันฝุ่นในตัวเดียว (UV & PM 2.5): นอกจากกันแดดแล้ว ยังมีนวัตกรรม Pollustop ที่ทำหน้าที่เหมือนฟิล์มบางๆ เคลือบผิว ช่วยกันมลภาวะและฝุ่น PM 2.5 ที่มักทำให้เกิดสิวหรือผิวแพ้ แถมยังกันน้ำกันเหงื่อได้ดี เข้ากับการใช้ชีวิตหลายๆ แบบ
อ่อนโยนต่อผิว (7-Free): ผ่านการทดสอบในแล็บ (In-Vitro) มาแล้ว และที่สำคัญคือไม่มีส่วนผสม 7 อย่างที่มักทำให้ผิวระคายเคือง (แอลกอฮอล์, พาราเบน, น้ำหอม, สีสังเคราะห์, Mineral Oil, SLS และ SLES) คนที่ผิวบอบบางแพ้ง่ายก็สามารถหยิบมาใช้ได้ทุกวัน
กันแดดพร้อมบำรุง: มีสารบำรุงผิวใส่มาให้หลายตัว เช่น ว่านหางจระเข้ (Aloe Vera) ช่วยเติมความชุ่มชื้น, Vitamin B3 และ Alpha Arbutin ช่วยปรับสีผิวให้ดูสม่ำเสมอ, Vitamin E และสารสกัดชาเขียวช่วยดูแลผิวจากอนุมูลอิสระ รวมไปถึง Salicylic Acid ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวแบบเบาๆ ในตัว
ความเข้าใจผิดเรื่อง SPF ที่เจอบ่อยๆ
ถึงจะมีข้อมูลความงามเยอะมาก แต่หลายคนก็ยังเข้าใจผิดเรื่องครีมกันแดดอยู่ นี่คือความจริงที่จะช่วยเคลียร์ข้อสงสัย
คนผิวเข้มไม่ต้องทากันแดด จริงไหม? ไม่จริง ถึงคนผิวเข้มจะมีเม็ดสี (เมลานิน) เยอะกว่า ซึ่งเม็ดสีนี้ช่วยกันรังสี UV ได้ตามธรรมชาติเทียบเท่ากับ SPF ประมาณ 13.4 แต่แค่นี้ก็ยังไม่พอที่จะกันแดดแรงๆ ได้ คนผิวเข้มก็ยังเสี่ยงผิวไหม้ หน้าแก่ก่อนวัย มะเร็งผิวหนัง และที่สำคัญคือเสี่ยงเป็นรอยดำหรือสีผิวไม่สม่ำเสมอได้ง่ายและเห็นชัดกว่าคนผิวขาว
ทากันแดดรอบเดียวตอนเช้า ก็พอสำหรับทั้งวัน จริงไหม? ไม่จริง สารกันแดดจะค่อยๆ เสื่อมสภาพลงเมื่อโดนแสง UV แถมยังมีเรื่องเหงื่อ ความมันบนหน้า และการเสียดสีจากการเช็ดหน้าหรือใส่หน้ากากอนามัยที่ทำให้กันแดดหลุดออกไป การทาแค่ตอนเช้าครั้งเดียวเลยไม่สามารถกันแดดได้ตลอดทั้งวัน
ใช้เครื่องสำอางหรือครีมบำรุงที่มี SPF แทนครีมกันแดดไปเลยได้ไหม? ในความเป็นจริงคือ ไม่ได้ ถึงแม้เครื่องสำอางหรือครีมบำรุงจะเขียนว่ามี SPF 50 แต่ถ้าอยากให้กันแดดได้ผลตามนั้น เราต้องทาเยอะถึง 2 ข้อนิ้ว ซึ่งชีวิตจริงคงไม่มีใครทารองพื้นหรือบีบีครีมหนาขนาดนั้นเพราะหน้าจะลอยและเยิ้ม เครื่องสำอางที่มี SPF จึงเป็นแค่ "ตัวช่วยเสริม" แต่เอามาทาแทนครีมกันแดดเพียวๆ เป็นหลักไม่ได้
คำถามที่พบบ่อยเรื่อง SPF (FAQ)
SPF ย่อมาจากอะไร?
ย่อมาจาก Sun Protection Factor เป็นค่าที่ใช้วัดความสามารถในการป้องกันผิวจากรังสี UVB
SPF วัดจากอะไร แบบเข้าใจง่ายๆ?
วัดจาก ปริมาณแสง UV ที่ทำให้ผิวเริ่มแดงตอนทากันแดด หารด้วย ปริมาณแสง UV ที่ทำให้ผิวแดงตอนไม่ทากันแดด โดยทดสอบกับคนจริงๆ ในห้องแล็บ
กันแดดในไทยเขียน SPF ได้สูงสุดเท่าไหร่?
ตามกฎหมายไทย อนุญาตให้เขียนตัวเลขสูงสุดบนฉลากแค่ SPF 50+ เท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้คนซื้อชะล่าใจ หรือคิดไปเองว่ากันแดดขวดนี้เอาอยู่ได้ทั้งวันจนลืมทาซ้ำ
SPF 50 PA คืออะไร?
เป็นการบอกความสามารถ 2 อย่างคู่กัน คือ SPF 50 บอกว่ากันรังสี UVB (กันผิวไหม้) ได้ประมาณ 98% ส่วน PA บอกว่ากันรังสี UVA (กันริ้วรอยและฝ้า) ได้ระดับไหน ซึ่งเราควรเลือกจำนวนเครื่องหมายบวก (+) ให้เหมาะกับการใช้ชีวิต
SPF กับ PA อะไรสำคัญกว่ากัน?
สำคัญเท่ากัน เพราะรังสี UVB ทำให้ผิวชั้นนอกไหม้เกรียม ส่วนรังสี UVA ทะลุไปทำลายผิวชั้นใน การดูแลผิวให้ดีจึงควรใช้ครีมกันแดดแบบ Broad Spectrum ซึ่งหมายถึงกันได้ทั้งสองรังสีไปพร้อมๆ กัน