top of page

ครีมกันแดดแพง ปกป้องผิวดีกว่าจริงหรือ? เทียบชัดๆ ก่อนจ่ายแพง

  • 2 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 3 นาที
ครีมกันแดดแพง ปกป้องผิวดีกว่าจริงหรือ? เทียบชัดๆ ก่อนจ่ายแพง


Key Takeaway

  • ราคาไม่ได้วัดความเก่งในการกันแดด: สารกรองรังสี UV ไม่ว่าจะในหลอดละ 300 หรือ 3,000 บาท มักมาจากแหล่งใกล้เคียงกัน ประสิทธิภาพการปกป้องผิวให้ดูที่ SPF และ PA เป็นหลักครับ ไม่ใช่ป้ายราคา


  • เราจ่ายหลักพัน เพื่อซื้อ "ฟีลลิ่งและสกินแคร์": สิ่งที่กันแดดแพงๆ ทำได้ดีกว่าชัดเจนคือ เนื้อสัมผัสที่บางเบา ทาแล้วหน้าไม่เทา ซึมไว และมักอัดแน่นสารบำรุงผิว (เช่น เปปไทด์, ไฮยาลูรอน) เข้ามาด้วย เราจ่ายแพงเพื่อประสบการณ์การใช้งานครับ


  • SPF 100 ไม่ได้กันแดดทะลุจักรวาล: อย่าเพิ่งโดนตัวเลขหลอกครับ! SPF 50 กันรังสี UVB ได้ 98% ในขณะที่ SPF 100 กันได้ 99% ต่างกันแค่ 1% เท่านั้น ใช้แค่ SPF 30-50 ก็เหลือเฟือแล้วครับ


  • ทาครีมกันแดดแพง แต่ทาสะกิดๆ = จบข่าว!: กฎเหล็กของการกันแดดคือต้องทาให้ได้ "2 ข้อนิ้ว" (หรือ 2 มิลลิกรัม/ตารางเซนติเมตร) ต่อให้กันแดดหลอดละห้าพัน แต่ถ้าคุณงก บีบทาแค่นิดเดียวเพราะกลัวหมด มันก็กันรังสี UV ไม่ได้ครับ


  • กันแดดที่ดีที่สุดบนโลกนี้คือ... กันแดดที่คุณชอบเนื้อสัมผัสของมัน และมีราคาที่ทำให้คุณ "กล้าบีบใช้เยอะๆ แบบไม่เสียดายเงิน" แค่นี้ผิวคุณก็รอดจากแสงแดดแล้วครับ!


ครีมกันแดดแพง ปกป้องผิวได้ดีกว่าจริงไหม

ทุกครั้งที่เดินเข้าแผนกเครื่องสำอางแล้วถามในใจว่า ครีมกันแดดหลอดละสองพัน มันจะกันแดดได้ดีกว่าหลอดละสองร้อย จริงหรือเปล่า?" คุณไม่ได้สงสัยเรื่องนี้อยู่คนเดียวครับ เรามาเจาะลึกเรื่องนี้กันแบบตรงไปตรงมาดีกว่า


ครีมกันแดดแพง กับ กันแดดถูก ต่างกันตรงไหนบ้าง

ทีนี้เรามาลองชำแหละโครงสร้างของครีมกันแดดดูกันครับ ว่าเงินที่เราจ่ายไปนั้น มันไปอยู่ตรงส่วนไหนของหลอดกันบ้าง


สารกรองแดด ตัวหลักที่ทำหน้าที่ป้องกัน UV ใช้ตัวใกล้เคียงกันในแทบทุกราคา

ไม่ว่าจะเป็น Physical Sunscreen เช่น Zinc Oxide, Titanium Dioxide หรือ Chemical Sunscreen สารที่สะท้อนหรือดูดซับรังสี UV เหล่านี้ ถูกควบคุมโดยหน่วยงานด้านสาธารณสุขอย่างเข้มงวดครับ

แบรนด์ส่วนใหญ่ทั่วโลกมักจะสั่งซื้อสารตั้งต้นเหล่านี้จากห้องแล็บหรือผู้ผลิตรายใหญ่ไม่กี่แห่ง ดังนั้น สารกันแดดในแบรนด์ดรักสโตร์และแบรนด์ไฮเอนด์ จึงมักจะมีเบสที่ใกล้เคียงกันมากครับ


ส่วนผสมเสริม เช่น สารต้านอนุมูลอิสระ เปปไทด์ ไนอาซินาไมด์ ที่มักเจอในกันแดดกลุ่มราคาสูง

นี่คือจุดที่แบรนด์แพงๆ เริ่มห่าง การใส่สารบำรุงผิว Active Ingredients เช่น สารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเสริมการปกป้องผิวจากมลภาวะ, ไฮยาลูรอนิกแอซิด, หรือเปปไทด์ต่างๆ เข้าไป ทำให้กันแดดหลอดนั้นเป็น "สกินแคร์" ไปในตัว ต้นทุนวัตถุดิบกลุ่มนี้ค่อนข้างสูง จึงดันราคาให้ขยับขึ้นตามไปด้วย


เนื้อสัมผัส บรรจุภัณฑ์ และงบด้านการตลาด ปัจจัยที่ดันราคาขึ้นโดยไม่เกี่ยวกับการกันแดด

เคยทากันแดดแล้วรู้สึกเหนียวเหนอะหนะเหมือนเอาซิลิโคนมาเคลือบหน้าไหมครับ? การวิจัยเพื่อลบข้อจำกัดนี้แหละครับที่ใช้เงินมหาศาล แบรนด์ราคาสูงมักจะลงทุนกับการพัฒนาเนื้อสัมผัสให้บางเบา ซึมไว ไม่ทิ้งคราบขาว รวมถึงขวดปั๊มที่ดูหรูหรา และค่าตัวพรีเซ็นเตอร์ สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกบวกเข้าไปในราคาขายครับ


ต้นทุนการวิจัยและการทดสอบประสิทธิภาพที่ผู้ผลิตแต่ละรายลงทุนไม่เท่ากัน

การจะเคลมค่า SPF และ PA ได้ ต้องผ่านการทดสอบในห้องแล็บครับ แบรนด์ที่มีทุนหนาอาจมีการทดสอบทั้งแบบ In vitro ในหลอดทดลอง และ In vivo ทดสอบกับผิวคนจริงๆ หลายรอบ รวมถึงการทดสอบความสามารถในการกันน้ำ (Water Resistance) ที่ซับซ้อนกว่า ต้นทุนตรงนี้จึงแฝงอยู่ในค่าตัวของผลิตภัณฑ์


งานวิจัยและผลทดสอบจริง ราคากับประสิทธิภาพกันแดดสัมพันธ์กันแค่ไหน

บอกเลยว่าถ้าเอาเรื่อง ครีมกันแดดแพงต้องดีกว่า ไปวางเทียบกับผลการทดสอบในห้องแล็บ คุณอาจจะต้องเซอร์ไพรส์ครับ เพราะข้อมูลจากงานวิจัยหลายชิ้นทั่วโลกมักจะชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ประสิทธิภาพการปกป้องผิวจากแสงแดด ไม่ได้แปรผันตามป้ายราคาเสมอไป เรามาดูข้อมูลจริงที่นักวิจัยเขาเจอกันดีกว่าครับ


ผลทดสอบที่พบว่ากันแดดราคาประหยัดบางตัวได้คะแนนป้องกัน UV สูงกว่ากันแดดราคาแพง

เคยมีที่ทดสอบสินค้าเพื่อผู้บริโภค (เช่น Consumer Reports ในต่างประเทศ) นำครีมกันแดดหลากหลายระดับราคามาทดสอบประสิทธิภาพการกันรังสี UVA และ UVB ผลลัพธ์ที่ออกมากันแดดจากแบรนด์ซูเปอร์มาร์เก็ตหลายตัว ทำคะแนนการปกป้องได้ทะลุหลอด และเอาชนะแบรนด์ไฮเอนด์ราคาหลักพันไปได้อย่างขาดลอย


งานวิจัยที่ชี้ว่าผู้บริโภคจ่ายแพงเกินจริงเพื่อการป้องกันในระดับเดียวกัน

ผู้บริโภคจำนวนมากยอมจ่ายเงินแพงกว่า 3-4 เท่า เพื่อซื้อครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50 เท่ากันกับแบรนด์ทั่วไป โดยเข้าใจผิดว่ามันจะกันแดดได้เก่งกว่า


ค่า SPF 50 ไม่ว่าจะอยู่ในหลอดราคา 300 บาท หรือ 3,000 บาท หากผ่านการรับรองที่ถูกต้อง มันก็กรองรังสี UVB ได้ประมาณ 98% เท่ากันครับ เงินที่เราจ่ายเพิ่มไป มักจะเป็นค่าการตลาดและแพ็กเกจจิ้งอย่างที่ผมได้เล่าไปก่อนหน้านี้


ทำไมคนเราถึงเชื่อว่า ของแพง = ของดีกว่า

ทีนี้ลองมาสำรวจความคิดตัวเองกันดูครับ ทำไมเวลาเราเห็นของสองสิ่งวางคู่กัน เราถึงมักจะเอนเอียงไปคิดว่าของที่ราคาแพงกว่า น่าจะมีคุณภาพที่ดีกว่า? เรื่องนี้ไม่ใช่ความบังเอิญครับ แต่เป็นกลไกทางจิตวิทยาที่ฝังอยู่ในหัวเรามานาน


Price-Quality Heuristic ทางลัดที่ใช้ราคาตัดสินคุณภาพแทนข้อมูลจริง

ในทางจิตวิทยาพฤติกรรม มีคำอธิบายเรื่องนี้เรียกว่า Price-Quality Heuristic ครับ มันคือ "ทางลัดทางความคิด" ที่สมองเราสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยตัดสินใจให้ไวขึ้น


เวลาที่เราไม่มีเวลามานั่งอ่านส่วนผสมทีละตัว หรือไม่มีความรู้ในเรื่องสารเคมี เราจะใช้ ราคา เป็นตัววัดแทน โดยสรุปเอาเองว่า สินค้าที่กล้าตั้งราคาขนาดนี้ เขาต้องใส่สารสกัดที่ดี และผ่านการทดสอบมาอย่างดีแน่ๆ ทั้งที่ความจริงอาจไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไปครับ


ที่สินค้าบางประเภทราคาสูงไม่ได้แปลว่าคุณภาพสูงตามเสมอไป

ถ้าเปรียบเทียบกับไวน์ เราอาจจะพอเข้าใจได้ว่าไวน์ราคาแพง มักจะมาจากองุ่นสายพันธุ์เฉพาะ บ่มในถังไม้โอ๊กชั้นดี และใช้เวลาหมักนานกว่า ซึ่งต้นทุนการผลิตมันสูงตามคุณภาพจริงๆ


แต่กับอุตสาหกรรมสกินแคร์และเครื่องสำอาง มันมีความซับซ้อนกว่านั้นครับ เพราะมูลค่าของสินค้ามักจะถูกผูกติดกับ ภาพลักษณ์แบรนด์ มากกว่าต้นทุนของสารเคมีในขวด กันแดดราคาสูงจึงไม่ได้แปลว่าจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันผิวสูงตามราคากระโดดเสมอไป


ความรู้สึกว่า ผิวดีขึ้น หลังใช้ครีมกันแดดแพง อาจมาจากความเชื่อมากกว่าประสิทธิภาพจริง

เคยได้ยินเรื่อง Placebo Effect หรือปรากฏการณ์ยาหลอกไหมครับ? เรื่องนี้เอามาใช้อธิบายการใช้สกินแคร์แพงๆ ได้เหมือนกันนะ


เมื่อเราจ่ายเงินกันแดดแบรนด์หรู เราจะมีความคาดหวังสูงลิ่วว่ามันจะต้องดีแน่ๆ พอทาลงไปบนผิว ความเชื่อและภาพจำที่เรามีต่อแบรนด์ จะทำให้เรารู้สึกฟิน ผิวดูฉ่ำ ดูโกลว์ขึ้นมาทันตาเห็น ซึ่งความรู้สึกนี้มักเป็นผลมาจากเนื้อสัมผัสที่ถูกออกแบบมาอย่างประณีต มากกว่าความสามารถในการสกัดกั้นรังสี UV ครับ


แล้วกันแดดแพงมีข้อดีอะไรบ้าง ที่ทำให้บางคนเลือกจ่ายเพิ่ม

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะเริ่มคิดว่า งั้นเราก็ไม่จำเป็นต้องซื้อกันแดดแพงๆ เลยสิ? ใจเย็นๆ ก่อนครับ! แม้ว่าประสิทธิภาพการกันรังสี UV จะไม่ใช่ราคาเสมอไป แต่กันแดดเคาน์เตอร์แบรนด์หรือเวชสำอางราคาสูงๆ เขาก็มี "ไม้ตาย" ที่ทำให้หลายคนยอมควักกระเป๋าจ่ายเพิ่มอยู่เหมือนกัน ลองมาดูกันครับว่ามีอะไรบ้าง


เหมาะกับผิวที่มีปัญหาเฉพาะ เช่น ผิวแพ้ง่ายมาก ผิวเป็นฝ้า หรือผิวบอบบางเป็นพิเศษ

สำหรับคนที่ผิวแข็งแรงปกติ ใช้กันแดดอะไรก็อาจจะไม่เห็นความต่างครับ แต่ถ้าคุณเป็นคนที่มีปัญหาผิวหนักๆ เช่น เป็นสิวอักเสบ ผิวเป็นฝ้า หรือแม้แต่ผิวที่เพิ่งผ่านการทำเลเซอร์หรือเข้าคลินิกความงามมา กันแดดราคาสูงในกลุ่มเวชสำอางมักจะตอบโจทย์กว่าครับ เพราะผู้ผลิตมักจะลงทุนกับการทดสอบอาการแพ้ อย่างเข้มข้น และหลีกเลี่ยงสารระคายเคืองอย่างน้ำหอม แอลกอฮอล์ หรือพาราเบน ทำให้ทาแล้วรู้สึกปลอดภัย สบายใจกว่า


เนื้อสัมผัสที่ออกแบบมาให้เข้ากับการแต่งหน้า หรือไม่ทิ้งคราบขาวบนผิว

ทากันแดดแล้วหน้าเทา หรือพอลงรองพื้นทับแล้วเป็นขุย ลอกออกมาเป็นยางลบ! ปัญหาพวกนี้แทบจะไม่เจอเลยในกันแดดราคาสูงครับ เพราะแบรนด์เหล่านี้วิจัยเพื่อให้ได้เนื้อที่เนียนกลืนไปกับผิว ซึมไว และทำหน้าที่เสมือนไพรเมอร์เบสเตรียมผิวไปในตัว ช่วยให้แต่งหน้าต่อได้ง่ายและติดทนขึ้น


ตัวเลือกเฉดสีและสูตรที่หลากหลายกว่าในกลุ่มราคาสูง

โดยเฉพาะในกลุ่มกันแดดแบบ Physical (ที่ใช้สารพวกลดคราบขาวได้ยาก) แบรนด์ราคาสูงมักจะมีเทคโนโลยีการบดอนุภาคสารให้เล็กระดับนาโน หรือมีการทำกันแดดแบบมีสี ให้เลือกหลายเฉดสีเข้ากับอันเดอร์โทนผิวคนเรามากกว่า ทำให้ทาแล้วหน้าไม่ลอยเป็นตึกกระเบื้องครับ


วิธีเลือกครีมกันแดดที่ปกป้องผิวได้จริง โดยไม่ต้องยึดที่ราคา

เมื่อเราเข้าใจแล้วว่าราคามีผลกับ "เนื้อสัมผัสและสารบำรุง" มากกว่า "ประสิทธิภาพการกันแดด" ทีนี้เรามาดูวิธีเลือกซื้อกันแดดแบบเน้นใช้งานจริง ปกป้องผิวได้ชัวร์ๆ กันดีกว่าครับ แค่พลิกหลังกล่องแล้วเช็กตามนี้เลย


เช็ก 3 อย่างนี้ก่อนซื้อ ค่า SPF ค่า PA และคำว่า Broad Spectrum บนฉลาก

เช็ก 3 อย่างนี้ก่อนซื้อ ค่า SPF ค่า PA และคำว่า Broad Spectrum บนฉลาก

ไม่ต้องจำศัพท์ยากครับ เอาแค่ 3 ตัวนี้พอ:


  • SPF (Sun Protection Factor): บอกประสิทธิภาพการกันรังสี UVB (ตัวการทำผิวไหม้แดด) แนะนำให้เลือก SPF 30 ขึ้นไปสำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน


  • PA (+ ถึง ++++): บอกประสิทธิภาพการกันรังสี UVA (ตัวการทำผิวแก่ ริ้วรอย ฝ้า) ยิ่งบวกเยอะยิ่งกันได้ดีครับ


  • Broad Spectrum: คำนี้สำคัญมาก! ถ้ามีเขียนบนฉลาก แปลว่ากันแดดตัวนี้สามารถปกป้องผิวได้ครอบคลุมทั้ง UVA และ UVB ครับ


อ่านฉลากอย่างไรให้รู้ว่ากันน้ำกันเหงื่อได้จริง

ถ้าคุณรู้ตัวว่าเป็นคนเหงื่อออกเยอะ หรือต้องไปทำกิจกรรมทางน้ำ อย่าเชื่อแค่คำโฆษณาหน้าหลอดครับ ให้มองหาคำว่า "Water Resistant"


ปริมาณและวิธีทาที่ถูกต้อง มีผลต่อการป้องกันมากกว่า

ท่องไว้เลยครับว่า "กันแดดแพงแค่ไหน ถ้าทาสะกิดๆ ก็กันแดดไม่ได้!" มาตรฐานการทาที่ครอบคลุมการปกป้องตามฉลากเป๊ะๆ คือ 2 มิลลิกรัมต่อตารางเซนติเมตร


ถ้ากะง่ายๆ สำหรับทั่วใบหน้าและลำคอ คือบีบกันแดดให้ได้ความยาวประมาณ "2 ข้อนิ้วชี้" หรือขนาดเท่าเหรียญสิบบาทครับ นี่แหละคือเหตุผลที่ผมมักแนะนำให้ใช้กันแดดราคาที่เราเอื้อมถึง เพื่อที่เราจะได้กล้าบีบใช้เยอะๆ แบบไม่ต้องกลัวเปลือง


กันแดดแบบไหนเหมาะกับใคร ตามไลฟ์สไตล์แทนการเทียบราคา

กันแดดแบบไหนเหมาะกับใคร ตามไลฟ์สไตล์แทนการเทียบราคา

ลองเปลี่ยนมาถามตัวเองว่า แต่ละวันเราใช้ชีวิตแบบไหนดีกว่าครับ เพราะไลฟ์สไตล์นี่แหละคือตัวกำหนดสเปกของครีมกันแดดที่ใช่ที่สุดสำหรับคุณ


สายออฟฟิศ อยู่ในอาคารหรือในร่มเป็นหลัก

ถ้าวันๆ คุณนั่งอยู่แต่หน้าคอมพิวเตอร์ในห้องแอร์ เจอแดดแค่ตอนเดินไปซื้อข้าวเที่ยง ไม่ต้องไปควานหากันแดดกันน้ำขั้นสุดมาทาให้หนักหน้าครับ


  • สเปกที่แนะนำ: SPF 30 ถึง 50 และ PA+++ ก็เอาอยู่แล้วครับ


  • เน้นไปที่เนื้อสัมผัสบางเบา เกลี่ยง่าย ทาทับเมคอัพได้ หรืออาจจะเลือกสูตรที่ช่วยป้องกันแสงสีฟ้า จากหน้าจอก็เป็นออปชันเสริมที่ดีครับ


สายกลางแจ้ง ออกกำลังกาย เหงื่อออกบ่อย

ใครที่ชอบวิ่งสวนสาธารณะ ตีแบด หรือมีกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อท่วมตัวบ่อยๆ กันแดดทั่วไปเอาไม่อยู่นะครับ เพราะมันจะละลายไปกับเหงื่อหมด


  • สเปกที่แนะนำ: SPF 50+ และ PA++++ ต้องมาคู่กับคำว่า Water Resistant


  • อาจจะต้องยอมแลกกับเนื้อสัมผัสที่หนาขึ้นหรือมีความมันวาวนิดหน่อย เพื่อให้เนื้อครีมเกาะติดผิวได้ดี และอย่าลืมพกไปทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมงครับ


ผิวแพ้ง่าย เป็นสิวง่าย หรืออยู่ระหว่างดูแลปัญหาฝ้า

กลุ่มนี้ต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษครับ โดยเฉพาะคนที่กำลังเข้าคอร์สทำโปรแกรมทรีตเมนต์ต่างๆ ผิวจะไวต่อแสงมาก


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับครีมกันแดดแพง และครีมกันแดดถูก

เดินทางมาถึงช่วงท้ายกันแล้วครับ ผมเชื่อว่าหลายคนน่าจะพอเห็นภาพแล้วว่าราคาของกันแดดนั้นมาจากอะไรบ้าง แต่ก็อาจจะยังมีข้อสงสัยบางอย่างที่ค้างคาใจอยู่ เรามารวบรวมคำถามยอดฮิตที่คนมักจะสับสนกันบ่อยๆ แล้วมาเคลียร์กันให้ชัดๆ ไปเลยครับ


SPF สูงมาก เช่น SPF 100 ป้องกันได้ดีกว่า SPF 30 จริงไหม

หลายคนเห็นตัวเลขบนขวดเขียนว่า SPF 100 แล้วรู้สึกอุ่นใจใช่ไหมครับ? เหมือนใส่เสื้อเกราะหนาเตอะเดินท้าแดด แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตัวเลขที่กระโดดไปไกลขนาดนั้น ไม่ได้แปลว่ามันจะกันแดดได้ดีกว่าแบบก้าวกระโดดนะครับ


หลักการทำงานของค่า SPF คือแบบนี้ครับ:


  • SPF 30 สามารถบล็อกรังสี UVB ได้ประมาณ 97%


  • SPF 50 สามารถบล็อกรังสี UVB ได้ประมาณ 98%


  • SPF 100 สามารถบล็อกรังสี UVB ได้ประมาณ 99%


เห็นความต่างไหมครับ? จาก SPF 50 ไป SPF 100 เราได้เปอร์เซ็นต์การปกป้องเพิ่มมาแค่ 1% เท่านั้นเอง! ในทางกลับกัน กันแดดที่มีค่า SPF สูงมากๆ มักจะต้องใส่สารเคมีในปริมาณที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในการระคายเคืองผิวได้ครับ ดังนั้น แพทย์ผิวหนังส่วนใหญ่จึงมักแนะนำให้ใช้ SPF 30-50 ก็เพียงพอแล้วสำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน ขอแค่ "ทาให้ถึงปริมาณที่กำหนด" และ "ทาซ้ำ" ก็พอครับ


ทากันแดดราคาประหยัดทุกวัน จะส่งผลเสียต่อผิวในระยะยาวไหม

ไม่ต้องกังวลไปครับ! ขอแค่เป็นกันแดดที่ได้มาตรฐาน มีเลขที่ใบรับจดแจ้งถูกต้อง และคุณใช้แล้วไม่มีอาการแพ้หรือระคายเคือง การทากันแดดราคาประหยัดทุกวัน "ส่งผลดี" ต่อผิวในระยะยาวมากกว่าการไม่ทาแน่นอนครับ


ศัตรูตัวจริงของผิวไม่ใช่กันแดดราคาถูกครับ แต่คือรังสี UV ต่างหากที่ทำให้ผิวเสื่อมสภาพ เกิดริ้วรอยก่อนวัย และปัญหาฝ้า กระ ดังนั้น สบายใจได้เลยครับ ทาเยอะๆ โบกฉ่ำๆ ได้เลย


กันแดดจากเคาน์เตอร์แบรนด์กับกันแดดในร้านสะดวกซื้อ ต่างกันที่ตรงไหนบ้าง

ถ้าสรุปให้เห็นภาพง่ายๆ ความต่างหลักๆ อยู่ที่ "ประสบการณ์ระหว่างการใช้งาน (User Experience)" ครับ


กันแดดในร้านสะดวกซื้อมักจะเน้นความคุ้มค่า เข้าถึงง่าย ใช้สารกรองแดดที่เป็นมาตรฐานทั่วไป ส่วนกันแดดเคาน์เตอร์แบรนด์ เขาขาย "ความสุนทรีย์" ครับ ทั้งเนื้อสัมผัสที่ซึมไวราวกับสกินแคร์ กลิ่นหอมที่ผ่านการปรุงแต่งมาอย่างดี แพ็กเกจจิ้งที่ดูดีมีราคา และมักจะอัดแน่นไปด้วยส่วนผสมบำรุงผิว (Active Ingredients) ตัวท็อปๆ ซึ่งถ้าคุณมีงบและชื่นชอบความรู้สึกตอนทา การเลือกเคาน์เตอร์แบรนด์ก็เป็นความสุขทางใจอย่างหนึ่งครับ


กันแดดที่ดีที่สุดคือกันแดดแบบไหนกันแน่

มาถึงตรงนี้ ถ้าคุณถามผมว่าสรุปแล้วกันแดดแบบไหนคือดีที่สุด? คำตอบของผมไม่ใช่กันแดดราคาแพงระยับ หรือกันแดดที่รีวิวแน่นที่สุดคร


แต่ "กันแดดที่ดีที่สุด คือกันแดดที่คุณชอบเนื้อสัมผัสของมันจนกล้าหยิบมาทาทุกวัน และมีราคาที่ทำให้คุณกล้าบีบใช้ในปริมาณ 2 ข้อนิ้วโดยไม่รู้สึกเสียดายเงินครับ"


เพราะต่อให้คุณซื้อกันแดดที่ส่วนผสมล้ำหน้าแค่ไหน แต่ถ้าทาในปริมาณที่น้อยเกินไป ประสิทธิภาพมันก็ลดลงจนแทบไม่ต่างจากการไม่ได้ทาเลยครับ

 
 
bottom of page