เลือกครีมกันแดดให้ตรงสภาพผิว อ่านฉลากครีมกันแดดเป็น ไม่เสียเงินฟรี

ทำไมการอ่านฉลากครีมกันแดดให้เป็นถึงสำคัญกว่าที่คิด
เวลาจะซื้อครีมกันแดดสักขวด เรามักจะเลือกจากรีวิวที่คนบอกว่าใช้ดี หรือไม่ก็เลือกที่ราคาคุ้มค่าไว้ก่อน โดยแทบจะไม่เคยพลิกดูฉลากด้านหลังอย่างจริงจังเลย
แต่บอกเลยว่าเรื่องนี้สำคัญมากครับ เพราะเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2568 ที่ผ่านมา ทางสภาองค์กรของผู้บริโภคร่วมกับนิตยสารฉลาดซื้อ ได้ทำการสุ่มตรวจครีมกันแดดจากแบรนด์อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังจำนวน 20 แบรนด์ ผลปรากฏว่ามีหลายแบรนด์ที่ค่าความสามารถในการป้องกันแสงแดด จากผลการทดสอบทางห้องปฏิบัติการ ไม่ตรงกับตัวเลขที่ระบุไว้บนฉลากอย่างชัดเจนครับ
นี่เลยเป็นเหตุผลว่า ทำไมทักษะการอ่านฉลากให้เป็น ถึงเป็นเกราะป้องกันด่านแรกของเราก่อนควักเงินซื้อ เราจะได้รู้ว่าสิ่งที่เราทาลงไปบนผิวทุกวัน มันช่วยปกป้องผิวเราได้จริงๆ ตามที่คาดหวังหรือเปล่า
ก่อนอ่านค่าอะไรเลย ต้องเช็ก 3 จุดนี้บนกล่อง/ขวดก่อน

ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกค่าตัวเลขยากๆ ลองหยิบกันแดดที่คุณมีขึ้นมา แล้วพลิกเช็ก 3 จุดพื้นฐานนี้ดูก่อนครับ
เลขที่จดแจ้งเครื่องสำอาง (อย.) คืออะไร เช็กยังไง
เครื่องสำอางทุกชิ้นที่ผลิตหรือนำเข้ามาขายในไทยอย่างถูกต้อง จะต้องผ่านการจดแจ้งกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อนเสมอครับ เราสามารถนำเลขที่จดแจ้งบนฉลากไปกรอกเช็กในเว็บไซต์ตรวจสอบเลขที่จดแจ้งเครื่องสำอางของ อย. ได้โดยตรง เพื่อยืนยันว่าสินค้านี้มีตัวตนจริงและไม่ได้สวมเลขแอบอ้างครับ
วันผลิต วันหมดอายุ และสัญลักษณ์ PAO ฉลากครีมกันแดด
ปกติเรามักจะดูแค่วันหมดอายุ EXP ใช่ไหมครับ? แต่มันมีอีกสัญลักษณ์หนึ่งที่คนไทยหลายคนมักมองข้าม นั่นคือ "PAO" หรือสัญลักษณ์รูปกระปุกที่เปิดฝาอยู่
ข้างในรูปกระปุกจะมีตัวเลขและตัวอักษร M กำกับไว้ เช่น 6M หรือ 12M ซึ่งหมายถึงอายุการใช้งานในหน่วยเดือน หลังจากที่เราเปิดใช้ผลิตภัณฑ์ครั้งแรก เพราะครีมกันแดดที่เปิดฝาแล้ว สารกันแดดบางตัวอาจจะเสื่อมประสิทธิภาพลงเมื่อสัมผัสกับอากาศหรือความร้อนเป็นเวลานานครับ
ส่วนผสมสำคัญ อยู่ตรงไหนของฉลาก
รายชื่อส่วนผสมบนฉลาก จะถูกเรียงลำดับจากสารที่มีปริมาณมากที่สุด ไปหาสารที่มีปริมาณน้อยที่สุดเสมอครับ หมวด Active Ingredients หรือกลุ่มสารกันแดดที่เป็นพระเอกของขวดนั้น มักจะอยู่ช่วงต้นๆ หรือถูกไฮไลต์แยกไว้ต่างหาก การกวาดสายตาดูตรงนี้จะช่วยให้เรารู้ว่ากันแดดขวดนี้ใช้สารกลุ่มไหนเป็นหลัก
ค่า SPF คืออะไร อ่านแล้วเลือกยังไงให้เหมาะกับตัวเอง

ตัวหนังสือเล็กๆบนขวดกันแดดมีความหมายยังไง? เริ่มที่ตัวแรกอย่าง SPF หรือ Sun Protection Factor ค่านี้เกิดมาเพื่อเป็นเกราะป้องกัน "รังสี UVB" ซึ่งเป็นตัวการหลักที่ทำให้ผิวไหม้แดด แสบแดง และลอกครับ
หลายคนมักเข้าใจว่าตัวเลขยิ่งสูงยิ่งกันแดดได้ดีขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่บอกเลยว่าความจริงแล้ว SPF 30 สามารถกรองรังสี UVB ได้ประมาณ 97% ในขณะที่ SPF 50 จะกรองได้ประมาณ 98% ครับ จะเห็นว่าประสิทธิภาพการปกป้องนั้นใกล้เคียงกันมาก ไม่ได้ต่างกันครึ่งต่อครึ่งอย่างที่หลายคนเข้าใจ
แล้วเราควรเลือกค่า SPF เท่าไหร่ดี?
วันสบายๆ อยู่ในร่ม: ถ้าแค่นั่งทำงานในออฟฟิศ หรือเดินไปซื้อข้าวนิดหน่อย ใช้แค่ SPF 30 ก็เพียงพอแล้วครับ
วันที่มีกิจกรรมกลางแจ้ง: ถ้าต้องออกไปลุยแดดจัดๆ หรือไปทะเล แนะนำให้ขยับมาใช้ SPF 50 ขึ้นไปจะช่วยให้มั่นใจได้มากกว่า
ค่า PA คืออะไร ทำไมต้องดูคู่กับ SPF เสมอ
มี SPF แล้ว จะมองข้าม PA ไปไม่ได้เลยครับ PA ย่อมาจาก Protection Grade of UVA ซึ่งจะทำหน้าที่ปกป้องผิวจาก "รังสี UVA" รังสีตัวร้ายที่ทะลุทะลวงเข้าสู่ชั้นผิวได้ลึกกว่า ทำลายคอลลาเจน และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวเหี่ยวย่น มีริ้วรอย และแก่ก่อนวัยครับ
เครื่องหมายบวก (+) ด้านหลัง PA คือตัวบอกระดับการปกป้อง ยิ่งบวกเยอะยิ่งกันได้นานครับ
PA+ : ป้องกันระดับเริ่มต้น เหมาะกับคนอยู่ในที่ร่ม
PA++ : ป้องกันระดับปานกลาง เหมาะกับวันทำงานปกติ
PA+++ : ป้องกันระดับสูง เหมาะกับกิจกรรมที่ต้องเจอแดดจัด
PA++++ : ป้องกันระดับสูงสุด เหมาะสำหรับการอยู่กลางแดดจัดเป็นเวลานาน
เคยไหมครับ? ทากันแดด SPF 50 ทุกวันแต่หน้ายังหมอง ฝ้ายังขึ้น นั่นเป็นเพราะเราเน้นป้องกันแค่รังสีที่ทำให้ผิวไหม้ (UVB) แต่ดันปล่อยให้รังสีที่ทำให้ผิวแก่และหมองคล้ำ (UVA) ทำร้ายผิวโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นต่อให้ค่า SPF จะสูงแค่ไหน ถ้าค่า PA ต่ำ หรือไม่มีเลย ผิวก็ยังพังและเกิดจุดด่างดำได้อยู่ดีครับ
Broad Spectrum คำนี้สำคัญยังไง ทำไมฉลากครีมกันแดดหลายแบรนด์เขียนไว้
ครีมกันแดดบางแบรนด์ โดยเฉพาะพวกแบรนด์นำเข้าหรือแบรนด์ต่างประเทศ มักจะมีคำว่า "Broad Spectrum" แปะหราอยู่บนฉลาก คำนี้ไม่ใช่แค่คำโฆษณาเท่ๆ นะครับ แต่มันคือ มาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับ
พูดง่ายๆ คือ ถ้าครีมกันแดดขวดไหนมีคำนี้อยู่ แปลว่ามันผ่านการทดสอบแล้วว่าสามารถป้องกันได้ทั้งรังสี UVA (ตัวการหน้าแก่) และ UVB (ตัวการหน้าไหม้) ได้อย่างครอบคลุมในขวดเดียวครับ บางประเทศเขาจะใช้คำนี้แทนการระบุค่า PA เลยด้วยซ้ำ ดังนั้น เวลาเลือกซื้อกันแดด นอกจากจะดู SPF กับ PA แล้ว ลองมองหาคำว่า Broad Spectrum เป็นอีกหนึ่งจุดเช็กอินเพื่อความชัวร์ว่าผิวเราจะได้รับการปกป้องแบบคูณสองครับ
สารกันแดดบนฉลากมีกี่แบบ ต่างกันอย่างไร
นอกจากค่ากันแดดแล้ว อีกเรื่องที่คนมักจะงงคือ ประเภทของสารกันแดด ครับ เวลาอ่านส่วนผสมด้านหลังกล่อง มันจะมีชื่อทางเคมียาวๆ เต็มไปหมด ไม่ต้องตกใจไปครับ หลักๆ แล้วสารกันแดดในท้องตลาดจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ซึ่งแต่ละแบบก็มีจุดเด่นต่างกัน
Physical/Mineral Sunscreen กลุ่มนี้จะทำหน้าที่เหมือน "กระจกเงา" สะท้อนรังสี UV ออกจากผิวครับ ชื่อส่วนผสมที่พบบ่อยคือ Zinc Oxide และ Titanium Dioxide
ข้อดี: อ่อนโยนมาก โอกาสแพ้น้อย เหมาะสุดๆ สำหรับคนผิวบอบบางแพ้ง่าย
จุดสังเกต: เนื้อครีมมักจะมีความขาวขุ่น ทาแล้วอาจจะทิ้งคราบขาว (วอก) บนผิวได้บ้าง
Chemical Sunscreen กลุ่มนี้จะทำหน้าที่เหมือน ฟองน้ำ ดูดซับรังสี UV เอาไว้ไม่ให้ทำร้ายผิว ชื่อส่วนผสมที่เจอบ่อย เช่น Avobenzone, Octocrylene, Homosalate
ข้อดี: เนื้อครีมมักจะบางเบา เกลี่ยง่าย ไม่ทิ้งคราบขาว ทาแล้วสบายผิว
จุดสังเกต: เนื่องจากเป็นการทำปฏิกิริยาเคมีบนผิว อาจจะทำให้บางคนเกิดอาการระคายเคืองหรือแพ้ได้ครับ
Hybrid Sunscreen นี่คือลูกผสมที่ดึงเอาข้อดีของทั้งสองแบบข้างต้นมารวมกันครับ คือผสมทั้งสารกลุ่มสะท้อนรังสีและกลุ่มดูดซับรังสีเข้าด้วยกัน
ข้อดี: ได้เนื้อครีมที่บางเบากว่าแบบ Physical ล้วนๆ ทาแล้วไม่ค่อยวอก และยังช่วยลดโอกาสระคายเคืองได้ดีกว่าแบบ Chemical ล้วนๆ เป็นสูตรที่กำลังได้รับความนิยมมากในปัจจุบันครับ
อ่านคำว่า "ปราศจาก..." (Free-from) และคำโฆษณาที่ต้องอ่านอย่างมีสติ
เคยสังเกตไหมครับ? เวลาเราซื้อสกินแคร์หรือครีมกันแดด มักจะเจอคำว่า "ปราศจากสารนั้น สารนี้" หรือที่เรียกกันว่า "Free-from" แปะเด่นอยู่หน้าฉลากครีมกันแดด คำพวกนี้ดูเหมือนจะบอกว่าผลิตภัณฑ์นั้นปลอดภัยและเป็นมิตรกับผิวสุดๆ แต่อยากให้ลองตั้งสติก่อนซื้อนิดนึงครับ เพราะบางทีผิวเราอาจจะไม่ได้มีปัญหากับสารเหล่านั้นเลยก็ได้
Alcohol Free, Paraben Free, Fragrance Free, Mineral Oil Free ดีกับผิวแบบไหน
Alcohol Free (ปราศจากแอลกอฮอล์): แอลกอฮอล์มักถูกใส่มาเพื่อช่วยให้ครีมซึมไว แห้งเร็ว แต่ข้อเสียคือมันดึงความชุ่มชื้นออกจากผิวครับ ดังนั้นใครที่ผิวแห้งมากๆ หรือผิวบอบบางระคายเคืองง่าย ควรมองหาคำนี้ไว้เลย
Fragrance Free (ปราศจากน้ำหอม): น้ำหอมคือตัวการอันดับต้นๆ ที่ทำให้คนแพ้เครื่องสำอางครับ ถ้าคุณรู้ตัวว่าเป็นคนผิวแพ้ง่าย มีรอยแดงบ่อย หรือเป็นสิวอักเสบง่าย การเลี่ยงน้ำหอมคือการตัดไฟตั้งแต่ต้นลมที่ดีที่สุด
Paraben Free (ปราศจากพาราเบน): พาราเบนคือสารกันเสียชนิดหนึ่งที่วงการเครื่องสำอางใช้มานาน จริงๆ แล้วมันมีประสิทธิภาพดีมาก แต่มีงานวิจัยบางส่วนตั้งข้อสังเกตเรื่องการตกค้างหรืออาการแพ้ในบางคน แบรนด์ส่วนใหญ่เลยหันมาใช้สารกันเสียตัวอื่นแทน เพื่อความสบายใจของผู้บริโภคครับ
Mineral Oil Free (ปราศจากมิเนอรัลออยล์): ตัวนี้คือน้ำมันแร่ที่ช่วยเคลือบผิวเก็บความชุ่มชื้น แต่สำหรับคนผิวมันหรือผิวเป็นสิวง่าย มันอาจจะไปอุดตันรูขุมขนได้ครับ การเลือกแบบที่ไม่มีสารตัวนี้ก็ช่วยลดความเสี่ยงเรื่องสิวอุดตันได้
คำว่า "ผ่านการทดสอบโดยแพทย์ผิวหนัง" ต้องอ่านให้ครบว่าทดสอบอะไร ไม่ใช่การันตีว่าเหมาะกับทุกคน
คำว่า "Dermatologist Tested" หรือผ่านการทดสอบโดยแพทย์ผิวหนัง เป็นอีกคำโฆษณาที่ทำให้เราใจอ่อนได้ง่ายๆ ครับ แต่อยากกระซิบว่า คำนี้ไม่ได้แปลว่า "ใช้แล้วจะไม่มีวันแพ้ 100%" นะครับ
มันแค่บอกว่าผลิตภัณฑ์นี้มีแพทย์ผิวหนังเข้ามาควบคุมหรือร่วมทดสอบ แต่เราต้องอ่านให้ลึกไปอีกว่า เขา "ทดสอบเรื่องอะไร?" เช่น ทดสอบเรื่องการระคายเคือง (Irritation) หรือทดสอบเรื่องการอุดตัน (Non-comedogenic) และจำนวนคนที่นำไปทดสอบมีกี่คน เพราะสภาพผิวของแต่ละคนมีเงื่อนไขการแพ้ที่ต่างกันครับ
เช็กสารต้องห้าม ก่อนพกครีมกันแดดไปทะเลหรืออุทยานแห่งชาติ
ตั้งแต่ปี 2564 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ออกประกาศชัดเจนเลยว่า "ห้ามนำและใช้ครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อปะการังเข้าไปในอุทยานแห่งชาติ" เพราะสารเหล่านี้แม้อยู่ในปริมาณเพียงนิดเดียว ก็สามารถทำให้ปะการังฟอกขาว เติบโตผิดปกติ และตายได้ในที่สุดครับ แถมถ้าฝ่าฝืน มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทเลยนะครับ
สารเคมี 4 ตัวร้ายที่ต้องพลิกฉลากเช็กก่อนแพ็กกระเป๋า มีดังนี้ครับ:
Oxybenzone (Benzophenone-3 หรือ BP-3)
Octinoxate (Ethylhexyl methoxycinnamate)
4-Methylbenzylid Camphor (4MBC)
Butylparaben
ดังนั้น ก่อนจะไปเที่ยวทะเลในเขตอุทยาน อย่าลืมพลิกดูส่วนผสม (Ingredients) ด้านหลังขวดให้ชัวร์ก่อนนะครับ
เลือกเนื้อสัมผัสครีมกันแดดให้เหมาะกับสภาพผิว
ซื้อกันแดดตัวที่รีวิวบอกว่าดีมาใช้ แต่พอทาลงบนผิวเรากลับรู้สึกหน้าเยิ้ม หรือบางทีก็เป็นคราบขุย นั่นเป็นเพราะเราอาจจะเลือก "เนื้อสัมผัส" ไม่ตรงกับสภาพผิวของเรานั่นเองครับ แดดเมืองร้อนแบบนี้ การเลือกเนื้อกันแดดให้เข้ากับผิวคือตัวตัดสินเลยว่าจะรอดหรือร่วงระหว่างวัน
ผิวมัน เหมาะกับเนื้อเจล/เนื้อน้ำ บางเบา
สำหรับใครที่หน้ามันเยิ้มง่ายระหว่างวัน แนะนำให้มองหาคำว่า Water-based, Gel, Essence หรือ Fluid บนฉลากครับ เนื้อกลุ่มนี้จะมีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก ทาแล้วจะรู้สึกบางเบา ซึมไว ไม่ทิ้งความมันตกค้างไว้บนผิว และช่วยลดโอกาสการเกิดสิวอุดตันได้ดีครับ
ผิวแห้ง เหมาะกับเนื้อครีมที่เพิ่มความชุ่มชื้น
ส่วนใครที่ผิวหน้าแห้ง ลอก หรือแต่งหน้าไม่ค่อยติด เนื้อครีม (Cream) คือเพื่อคุณเลยครับ เพราะเนื้อครีมจะมีความเข้มข้นสูง และมักจะใส่ส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์เข้ามาด้วย ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิวไม่แห้งกร้านจากการโดนแดดเลียตลอดวัน
ผิวผสมและผิวแพ้ง่าย ควรมองหาอะไรเป็นพิเศษ
ผิวผสมอาจจะต้องใช้ทริคหน่อยครับ เช่น ทาเนื้อเจลบริเวณทีโซน ที่มันง่าย และใช้เนื้อครีมบริเวณแก้มที่แห้ง หรือจะเลือกเนื้อโลชั่น ที่มีความสมดุลอยู่ตรงกลางก็ได้ครับ ส่วนผิวแพ้ง่าย แนะนำให้มองหาเนื้อที่เกลี่ยง่ายที่สุด เพื่อลดการเสียดสีจากการถูบนใบหน้า และอย่าลืมเช็กคำว่า Hypoallergenic (สูตรอ่อนโยน โอกาสแพ้น้อย) ควบคู่ไปด้วยนะ
คุณสมบัติกันน้ำกันเหงื่อบนฉลากบอกอะไรบ้าง
หลายคนพอเห็นคำโฆษณาว่า กันน้ำได้ ก็แอบคิดไปเองว่าทาครั้งเดียวจบ ลงสระว่ายน้ำได้ทั้งวัน... เดี๋ยวก่อน บนโลกนี้ไม่มีครีมกันแดดตัวไหนที่กันน้ำได้ 100% ครับ
ในปัจจุบัน องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ไม่อนุญาตให้แบรนด์ต่างๆ ใช้คำว่า Waterproof (กันน้ำ) หรือ Sweatproof (กันเหงื่อ) บนฉลากแล้วนะครับ แต่จะให้ใช้คำว่า "Water Resistant" (ทนน้ำ) แทน
บนฉลากมักจะระบุตัวเลขเวลาที่ผ่านการทดสอบกำกับไว้ด้วยเสมอครับ เช่น Water Resistant (40 minutes) หรือ (80 minutes) ซึ่งตัวเลขนี้หมายความว่า หลังจากที่เราลงน้ำหรือเหงื่อออกหนักๆ ประสิทธิภาพของกันแดดจะยังคงอยู่แค่ในระยะเวลา 40 หรือ 80 นาทีนั้นเท่านั้นครับ พอครบเวลาปุ๊บ ประสิทธิภาพจะลดลง ที่สำคัญที่สุดเมื่อทำกิจกรรมทางน้ำหรือเหงื่อออกเยอะคือ "ต้องทาซ้ำ" เสมอครับ
รู้จักครีมกันแดด Mondays อ่านฉลากแล้วมั่นใจได้เต็มที่
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด ผมขอหยิบเอาครีมกันแดดของ Mondays มาลองอ่านฉลากไปพร้อมๆ กันครับ ขวดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองสภาพอากาศและปัญหาผิวของคนไทยโดยเฉพาะเลยครับ
จุดเด่นของสูตร Hybrid เนื้อ Cloud Cream SPF 50 PA+++
ตัวนี้เป็น Hybrid Sunscreen ครับ คือการดึงเอาข้อดีของการสะท้อนรังสีและการดูดซับรังสีมารวมกัน ทำให้ออกมาเป็นเนื้อ Cloud Cream ที่สัมผัสนุ่ม บางเบา เกลี่ยง่าย และไม่เหนอะหนะผิว ช่วยปกป้องผิวจากทั้งรังสี UVA, UVB และยังมีสารที่ช่วยรับมือกับฝุ่น PM2.5 ได้ในขั้นตอนเดียว ที่สำคัญคือมีคุณสมบัติกันน้ำกันเหงื่อ (Water Resistant)
ผ่านการทดสอบ In-Vitro เรื่องความอ่อนโยน เหมาะกับผิวแพ้ง่าย
In-Vitro บนฉลาก หมายถึงผลิตภัณฑ์นี้ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและความอ่อนโยนในระดับห้องปฏิบัติการ (ทดสอบในหลอดทดลอง/เซลล์เพาะเลี้ยง) ครับ ซึ่งเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยยืนยันว่าตัวสูตรมีความอ่อนโยนและมีโอกาสระคายเคืองต่ำ ใครที่ผิวเซนซิทีฟสามารถหยิบมาใช้ได้แบบสบายใจครับ
สารบำรุงที่มองเห็นได้จริงในรายการส่วนผสม
ถ้าพลิกดูหลังกล่องในหมวด Ingredients (ส่วนประกอบ) จะเห็นเลยว่าเขาใส่สารบำรุงผิวมาให้ครบถ้วนมากครับ ไม่ว่าจะเป็น:
Vitamin B3 (Niacinamide), Alpha Arbutin และ Nanowhite: กลุ่มนี้ช่วยดูแลเรื่องความสว่างกระจ่างใสของผิว
Aloe Barbadensis Leaf Juice (ว่านหางจระเข้) และ Vitamin E: ช่วยเติมความชุ่มชื้น ปลอบประโลมผิวจากการโดนแสงแดด
Green Tea Extract และ Salicylic Acid: ช่วยดูแลเรื่องการอุดตันของรูขุมขนและลดโอกาสเกิดสิว
Pollustop: ทำหน้าที่เสมือนฟิล์มบางๆ เคลือบผิวเพื่อป้องกันมลภาวะภายนอก
ปราศจาก 7 อย่างที่มักก่อการระคายเคืองในฉลากครีมกันแดด
ขวดนี้เป็นสูตร 7-Free ครับ คือตัดส่วนผสมที่มักจะเป็นตัวการทำร้ายผิวแพ้ง่ายออกไปถึง 7 ชนิด ได้แก่ Alcohol Free (ไม่มีแอลกอฮอล์), Paraben Free (ไม่มีพาราเบน), Mineral Oil Free, SLS Free, SLES Free, Fragrance Free (ไม่มีน้ำหอม) และ Colorant Free (ไม่มีสีสังเคราะห์)
สรุปเช็กลิสต์ อ่านฉลากครีมกันแดดก่อนซื้อทุกครั้ง
ก่อนจบเนื้อหาวันนี้ ผมขอสรุปจุดสังเกตบนฉลากเป็นเช็กลิสต์สั้นๆ ให้ทุกคนเซฟข้อความนี้เก็บไว้เช็กตอนไปซื้อของกันครับ:
เลข อย. และวันหมดอายุ (PAO): เช็กให้ชัวร์ว่ามีเลขจดแจ้งถูกต้อง และดูรูปกระปุกเปิดฝาว่าอายุการใช้งานหลังเปิดขวดคือ 6M หรือ 12M
ค่า SPF และ PA: เลือกให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ (วันสบายๆ SPF 30 / ออกแดดจัด SPF 50 และ PA+++ ขึ้นไป)
Broad Spectrum: มองหาคำนี้เพื่อความชัวร์ว่าป้องกันได้ครอบคลุมทั้ง UVA และ UVB
ชนิดสารกันแดด & เนื้อสัมผัส: เลือกให้เข้ากับผิวตัวเอง (ผิวมันเน้นเจล/น้ำ, ผิวแห้งเน้นครีม, ผิวแพ้ง่ายเน้น Hybrid หรือ Physical)
คำว่า Free-from: เลี่ยงสารที่ตัวเองแพ้ เช่น Fragrance Free หรือ Alcohol Free
สารต้องห้ามเข้าอุทยาน: ถ้าไปเที่ยวทะเล ห้ามมีสาร Oxybenzone, Octinoxate, 4MBC และ Butylparaben เด็ดขาด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการอ่านฉลากครีมกันแดด
มาถึงช่วงตอบคำถามที่หลายคนมักจะสงสัยเวลาพลิกดูฉลากกันแดดครับ ผมคัดคำถามยอดฮิตมาอธิบายให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ เอาไปปรับใช้ได้เลยครับ
SPF สูงสุดที่ควรใช้ในชีวิตประจำวันคือเท่าไหร่
สำหรับวันทำงานปกติที่นั่งอยู่ในออฟฟิศเป็นหลัก แค่ SPF 30 ก็เอาอยู่แล้วครับ ส่วนวันไหนที่ต้องออกแดดจัด แนะนำที่ SPF 50 ครับ หลายคนอาจจะคิดว่าต้องหา SPF 100 มาใช้ แต่ในความเป็นจริง SPF 50 ป้องกัน UVB ได้ประมาณ 98% ส่วน SPF 100 ป้องกันได้ 99% ซึ่งต่างกันแค่นิดเดียวครับ แถมค่า SPF ที่สูงมากๆ มักจะต้องใส่สารเคมีเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในการระคายเคืองสำหรับคนผิวแพ้ง่ายได้
ครีมกันแดดหมดอายุแล้ว ยังใช้ต่อได้ไหม สังเกตยังไงว่าเสื่อมสภาพ
บอกเลยว่า "อย่าฝืนใช้ต่อ" เด็ดขาดครับ! เพราะสารกันแดดที่หมดอายุจะเสื่อมประสิทธิภาพไปแล้ว ทาไปก็ไม่ช่วยปกป้องผิว เผลอๆ จะได้สิวและอาการแพ้เป็นของแถมครับ วิธีสังเกตง่ายๆ แม้จะยังไม่ถึงวันหมดอายุบนฉลากคือ บีบออกมาแล้วเนื้อครีมแยกชั้นเป็นน้ำกับน้ำมัน สีเปลี่ยนไปจากเดิม หรือมีกลิ่นเหม็นหืน ถ้าเจอแบบนี้ โยนทิ้งได้เลยครับ ไม่ต้องเสียดาย
ต้องทาครีมกันแดดซ้ำทุกกี่ชั่วโมงถึงจะพอ
ตามคำแนะนำของแพทย์ผิวหนัง เราควรทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมงครับ โดยเฉพาะเวลาที่ต้องอยู่กลางแจ้ง เหงื่อออกเยอะ หรือหลังว่ายน้ำ เพราะครีมกันแดดจะค่อยๆ หลุดออกไปกับเหงื่อและความมันบนใบหน้าครับ
ครีมกันแดด Physical กับ Chemical แบบไหนเหมาะกับผิวแพ้ง่ายมากกว่ากัน
ถ้าคุณเป็นคนผิวบอบบางหรือแพ้ง่ายมากๆ แนะนำให้เทใจไปทาง Physical Sunscreen ครับ เพราะกลไกของมันคือการเคลือบอยู่บนผิวแล้วสะท้อนรังสีออกไป ไม่ได้ซึมลงไปทำปฏิกิริยาเหมือนฝั่ง Chemical จึงช่วยลดความเสี่ยงในการระคายเคืองได้ดีกว่ามากครับ
เด็กใช้ครีมกันแดดสูตรผู้ใหญ่ได้ไหม
ไม่แนะนำเลยครับ โครงสร้างผิวของเด็กจะบางและระคายเคืองง่ายกว่าผู้ใหญ่มาก ควรเลือกใช้ครีมกันแดดสูตรเฉพาะสำหรับเด็ก (มักจะเป็นกลุ่ม Physical) และสำหรับเด็กทารกที่อายุต่ำกว่า 6 เดือน ทาง FDA แนะนำว่าไม่ควรทาครีมกันแดดใดๆ ลงบนผิวเลยครับ เน้นใส่เสื้อผ้าแขนยาวและกางร่มบังแดดจะเหมาะสมและดีต่อผิวเด็กมากกว่า